11 มิ.ย. 2554

ครั้งที่ ๒๒

>>>  การให้ทานที่แท้คือการสละออก ไม่ใช่เพื่อแลกเปลี่ยนหวังเอาอะไรตอบแทน ไม่ใช่วัดกันที่ปริมาณการให้ทาน แต่มันอยู่ที่การหมดความหึงหวง พระพุทธองค์จึงบอกว่าทำทานด้วยความบริสุทธิ์มีอานิสงค์มากที่สุด เพราะมันเป็นการปล่อยวาง สละออก ช่วยทำลายความยึดมั่น หึงหวง และความเห็นแก่ตัวเอง (ปกติเราทำเพื่อตัวเอง เพื่อคนของตัวเอง หรือเอาอะไรมาให้ตัวเอง เอาอะไรมาให้คนของตัวเอง)
     ประเด็นนี้เราสังเกตจากตัวเอง ในตอนที่เราลาออกจากงานใหม่ๆ มาอยู่วัดแล้ว แล้วก็คิดอยากจะกลับไปเอาเงินชดเชยจากประกันสังคม ก็เพื่อเอามาทำบุญกับวัดวานี่แหละ เพราะคิดว่ามันจะได้บุญเยอะ  แต่คิดไปคิดมากลับพบว่าเรานี่โง่ ขี้โลภอยากได้บุญเยอะ ทั้งๆ ที่การไม่ไปเอาเงินชดเชย แล้วปล่อยให้เงินนั้นเป็นของส่วนรวม มันก็เป็นบุญอยู่แล้วในตัว  พอคิดได้ตรงนี้มันก็ปล่อยเรื่อง โลภอยากเอาบุญ ไปหมดเลย และปล่อยเรื่องความห่วงใยในทรัพย์สมบัติอื่นๆ ด้วย อะไรที่เราไม่ยึดเอาไว้ มันก็ไปเป็นของคนอื่น นี่แหละการให้ทาน(สละออก)แล้ว  รสชาติการปล่อยวางมันเบาโล่งเป็นอิสระอย่างนี้เอง  จึงทำให้เราเข้าใจเรื่องทานบารมีของพระพุทธเจ้า ท่านเคยสละทรัพย์สมบัติ ลาภ ยศ ญาติมิตร ภรรยา บุตร และชีวิตของตนเอง มามาก จนชินแล้ว (อย่างเช่น ในชาติเป็นพระเวสสันดร) จนท่านหมดความยึดถือสิ่งเหล่านั้นแล้ว  พอมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะท่านจึงสละสิ่งเหล่านั้นแล้วออกบวชได้โดยง่าย และไม่ห่วงใยแม้กับชีวิตตนเองว่าจะออกไปเผชิญความยากลำบากขนาดไหน  เรื่องอื่นๆ ก็เป็นทำนองเดียวกัน ถ้าพ้นความยึดถือในเรื่องใดได้แล้ว (ด้วยปัญญาเห็นชอบ) มันก็หมดห่วงหมดกังวลในเรื่องนั้นๆ ไปเอง  (เป็นทั้งระดับหยาบ และระดับละเอียด) 
            แต่ทั้งนี้เมื่อเราทบทวนย้อนอดีตอุปนิสัยที่เราดำเนินชีวิตมา (ตั้งแต่เด็ก) เรามันก็ชินกับเรื่อง ทำดีโดยไม่อยากเอาบุญ มามากพอสมควรแล้วเหมือนกัน (แม้จะยังไม่รู้เรื่องบาปบุญทางศาสนา) สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ทั้งเก่า(ความเคยชิน)และใหม่(ปัจจุบันขณะนั้น)มันผลักดันให้เกิดความคิดปรุงแต่งต่อยอดออกมาได้อีกอย่างนี้  เออ..เรื่อง เหตุปัจจัย นี่มันซับซ้อนลึกซึ้งมากจริงๆ  มันก็มาลงที่คำว่า อนัตตา ไม่ใช่ใครคอยกำกับบงการให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้อย่างแท้จริง มันแค่การไหลหรือเคลื่อนไปของกระแสปฏิจจสมุปบาท

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น