>>> อันที่จริงหลักการศึกษาธรรมะในภาคปฏิบัติ “มีไม่มาก” (สติสัมปชัญญะที่กาย=สติปัฏฐานสี่) เพียงแค่ต้องอาศัยการทำให้บ่อยๆ เนืองๆ (ความเพียร) เท่านั้นเอง แต่ปัญหามันอยู่ที่การเริ่มต้น มัน “มีศรัทธาไม่เพียงพอ” ที่จะลงมือเริ่มต้นในภาคปฏิบัติ เพราะแต่ไหนแต่ไหนเราก็ไม่เคยชินกับการทำอย่างนี้ (ศึกษาตัวเอง) อุปนิสัยที่ชอบการศึกษาในภาคปฏิบัติ (สังเกตตัวเอง) มันจึงไม่มี แต่ถ้าไม่พยายามฝืนลงมือเริ่มต้นซะเลย มันก็ไม่ได้มีการนับหนึ่งสักที มันจะมีแต่คำว่า รอก่อน เอาไว้ก่อน เดี๋ยวก่อน ไว้ว่างๆ ก่อน ฯลฯ
>>> “ศรัทธาอันแท้จริง” เป็นสิ่งที่แบ่งให้กันไม่ได้ มันจะเกิดขึ้นได้จากตนเอง บางอย่างเป็นอาการของศรัทธาแบบมายา เช่น เราปฏิบัติธรรม ก็ทำไปเพราะเขาบอกให้ทำโดยไม่ทราบคุณ-โทษ คือมันงมงายตามประเพณี หรือมันยังลังเลสงสัยอยู่ แต่ก็ทำไปก่อน หรือทำไปเพราะอยากได้บางสิ่งตอบแทน (เช่นเอาบุญ เอาบารมี) เป็นต้น ทำให้กำลังแห่งศรัทธามันมีไม่พอในระดับที่จะศึกษาธรรมะภาคปฏิบัติเพราะเห็นคุณค่า เห็นประโยชน์ หรือเห็นภัยของการเกิด อันแท้จริง
ศรัทธาจะมีกำลังมากขึ้นได้ก็เพราะมันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งเกื้อหนุน ดังนั้น “ต้องสร้างเหตุปัจจัย ไม่ใช่รอคอยบุญวาสนาบารมีเก่า” ยกตัวอย่างการสร้างศรัทธาให้มีกำลังในระดับต้น เช่น
- เลื่อมใสต่อพระพุทธเจ้า (ก็โดยศึกษาให้รู้จักความประเสริฐของพระองค์)
- เลื่อมใสต่อหลักธรรมะ (โดยอ่านหรือฟังหรือสนทนากับบัณฑิตให้รู้จักหลักธรรมะและคุณประโยชน์)
- เลื่อมใสต่อพระอริยสาวก (โดยศึกษาประวัติพระอริยสาวกในอดีตที่พระพุทธองค์รับรอง)
- เห็นภัยในวัฏสงสารแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย (โดยศึกษาจากเหตุการณ์ที่เกิดกับตัวเอง หรือเรื่องของคนอื่น สัตว์อื่น จนเพียงพอให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องวนเวียน เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่อย่างนี้ ไม่จบไม่สิ้น)
- เห็นความเสี่ยงในการที่เราเลือกเกิดไม่ได้ (โดยสังเกตศึกษาความคิดของตัวเอง ว่ามันเกิดคิดอย่างนั้นอย่างนี้ไปเรื่อย โดยที่เราไม่ได้ควบคุม บางทีมันก็คิดเรื่องดี บางทีมันก็คิดเรื่องไม่ดี)
- เห็นความน่าเบื่อหน่ายในโลก (โดยมองโลกในด้านที่เป็นฝ่ายลบ เช่น ไม่สวยงาม ไม่น่ารื่นรมย์ ภัยในการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ความทุกข์ยาก ซึ่งมันมีอยู่คู่กับฝ่ายบวก แต่เราไม่ค่อยอยากมอง)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น