11 มิ.ย. 2554

ครั้งที่ ๒๔

>>>  ในขณะที่เราชื่นชม หรือพอใจ หรือดีใจ หรือสุขใจ ที่ได้บริจาคเลือดให้สภากาชาด หรือยินยอมแม้กระทั่งว่าจะสละอวัยวะหลังตายแล้วให้กับโรงพยาบาล  แต่ในชีวิตประจำวันเพียงแค่ยุงมากัดกินเลือดเรา เราก็ตบมันตาย มันเพราะอะไร  เพราะเราได้ยิน “เขา” กรอกหูบ่อยๆ ว่าบริจาคเลือดได้บุญเยอะ สละอวัยวะได้บุญเยอะ  ขณะที่เราก็ได้ยิน “คำสอนของพระพุทธเจ้า” กรอกหูบ่อยๆ “เช่นกัน” ว่าการฆ่าสัตว์เป็นบาป แต่เราก็ไม่ให้ความสำคัญหรือไม่คิดจะทำตาม  คิดให้ดีเถิดว่า “เราเป็นสาวกของใครกันแน่ ?” 
--------------------------


>>>  บางคนทำบุญทำทานด้วยทรัพย์สินเป็นล้านก็ได้ แต่ในชีวิตปกติก็ยังทำธุรกิจเอากำไร หลอกลวงคดโกงผู้อื่น เพราะอะไร เพราะเขาเห็นการทำบุญทำทานเป็นการ “ซื้อบุญ” เอาไว้ให้กับตัวเอง หรือทำเพื่อพรรคพวก ญาติพี่น้องของตัวเอง  สรุปแล้วก็ยัง “เห็นแก่ตัว” อยู่เหมือนเดิม  ลองคิดดูว่า..ถ้าสักวันกระแสนิยมของสังคมหลงเชื่อตามกันไปอย่างผิดๆ เช่น เห็นว่า การฆ่าผู้อื่นบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถือว่าเป็นการทำบุญ  การเลี้ยงเหล้าและจัดงานมหรสพถือว่าเป็นการทำบุญ  งานบุญประเพณีหรืองานรวมญาติหรืองานวันเกิด ก็ชวนกันฆ่าสัตว์จำนวนมากมาจัดเลี้ยงกัน ซื้อเหล้ามาเลี้ยงกัน กินกันเพื่อความสนุกสนาน แถมกินมากกว่าปกติ อย่างนี้กระแสสังคมเขาเรียกว่า “เอาบุญ”  การซื้อบริการนักศึกษาที่ขายตัวเป็นนางบำเรอความใคร่ถือว่าเป็นบุญเพราะให้ทุนการศึกษา  การปล้นทรัพย์สินคนอื่นแล้วเอามาเลี้ยงพรรคพวก พ่อแม่ลูกญาติพี่น้อง ของตัวเองก็ถือว่าเป็นบุญเพราะเรียกว่ากตัญญู ฯลฯ  
            ลองคิดดูซิว่า “เขาจะทำอย่างนั้นด้วยไหม” คำตอบคือ เขาจะทำ เพราะเขา “เชื่อ” บุญตามกระแสนิยม  และเขา “อยาก” จะเอาบุญ   เขาติดที่คำว่า “บุญ”  ไม่มีปัญญาที่จะรู้ว่าความหมายหรือการกระทำที่เป็นบุญแท้ๆ คืออะไรอย่างไร   นี่อาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ  แต่ถ้ามองขยายไปถึงเรื่องการกราบไหว้พระพุทธรูป แล้วก็คิดว่าพระพุทธรูปคือพระพุทธเจ้าจริงๆ  โดยไม่เข้าใจเลยว่าพระพุทธเจ้าเป็นใคร ท่านทำไมได้เป็นพระพุทธเจ้า  ท่านสอนว่าอย่างไร  ถ้าให้ยิ่งไปกว่านั้นคือพอมีใครมาบอกว่าฉันเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็สอนเรื่องผิดๆ งมงาย เราก็ยังจะเชื่อ เพราะเราติดกับคำว่า “พระพุทธเจ้า” เราไม่ได้ติดที่ “ความหมาย” เพราะเราไม่มีปัญญาที่จะรู้ถึงความหมายว่าพระพุทธเจ้าที่แท้เป็นอย่างไร สอนอย่างไร  
---------------------------


>>>  จะไปตามทางพระพุทธเจ้าก็ต้องเดินสวนทางกับกระแสโลก กระแสนิยม ความเชื่อตามชาวบ้าน เหยียบเรือสองแคมแล้วมันจะไปไหนได้ มีแต่ขาจะฉีก เช่น อยากศึกษาธรรมะภาคปฏิบัติแต่ก็ยังไม่มั่นใจ ไม่ชัดเจน ยังห่วงยังเสียดายความสุขทางโลก  ยังเสียดายทรัพย์สมบัติหน้าที่การงาน  ยังห่วงญาติพี่น้องห่วงเพื่อนฝูง  ครั้นจะเลิกแล้วหันมาอยู่ด้วยการเสพสุขทางโลกแบบเต็มที่มันก็ทำไม่ได้อีก  สรุปแล้วมันก็ไปไม่ถึงไหนสักที  ทนทุกข์เพราะขาจะฉีก  แต่พอถึงเวลาวิกฤติจริงๆ คนเราจะไม่ยอมให้ขาฉีกหรอก  เราต้องเลือกทิ้งอย่างหนึ่งจนได้  มันสำคัญที่ว่า “จะถึงเวลานั้นเมื่อไร และจะเลือกทิ้งสิ่งไหน”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น