คำว่า “นาม” เป็นคำที่หมายรวมทั้งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ “สี่อย่างนี้อยู่ด้วยกันเสมอ” เหมือนเป็นรูปปิรามิด (มีสี่หน้า) มองจากด้านไหนก็ได้ แต่ทุกอย่างมีอยู่พร้อมกัน ถ้าเห็นอย่างหนึ่งปรากฏก็แสดงว่ามันปรากฏด้วยกันทั้งสี่อย่างทันที ไม่มีอะไรก่อนหรือหลัง และไม่แยกจากกัน เป็น “หนึ่งสิ่ง สี่อาการ”
คำว่า “รูป” หมายถึง ร่างกาย ซึ่งแยกส่วนประกอบได้เป็นธาตุสี่ ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ทั้งสี่ธาตุเคลื่อน หรือแปรปรวน หรือเปลี่ยนแปลงได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยนามเลย เช่นเดียวกับก้อนหิน ไม่มีนามแต่มันก็เปลี่ยนแปลง นี่จึงว่ามันเป็นอนิจจังและอนัตตา โดยปกตินามเป็นสิ่งที่บังคับให้รูปเคลื่อนไหวได้ หรือบางกรณี นามก็ทำให้รูปเปลี่ยนแปลงได้โดยตรงเช่นกัน เช่น เซลล์มะเร็งที่เกิดจากความเครียด แต่ก็ต้องอาศัยกาลเวลายาวนาน ถ้ายังมีชีวิตอยู่ นามก็มีความสัมพันธ์กันกับรูป แต่นามก็แปรปรวนตามเหตุปัจจัย จึงเป็นอนัตตา “นามจึงไม่ใช่เรา” ดังนั้น ถ้ารูปเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนไหวเพราะนาม ก็หมายความว่าไม่ใช่ “เรา” เป็นตัวตนคอยทำการบังคับรูป แต่สิ่งที่ทำการคือ “นาม” สรุปแล้วรูปก็ไม่ใช่เรา นามก็ไม่ใช่เรา ทำอย่างไรเราจะสัมผัสรสชาติความรู้สึกนี้ได้ และเข้าใจอย่างแท้จริง?
“ชีวิต” เกิดขึ้นมา ดำเนินอยู่ ยังไม่ตาย แสดงว่ามี “รูปและนาม” รวมกันอยู่ คนตายก็คือนามไม่มีแล้ว เหลือแต่รูปที่เป็นซากศพแข็งทื่ออยู่ ไร้ความรู้สึก (อาจเคลื่อนไหวได้เพราะลม ย่อยสลายได้เพราะไฟ) แต่นามที่หลงโง่คิดว่า “ตัวเราเป็นตัวตน” (มีอัตตา) ก็จะพุ่งไปหารูปอันใหม่มาเป็นตัวอีกทันที แล้วก็มี “การเกิด” อีก จึงเริ่มเรื่องวุ่นๆ ต่อไปเป็นวัฏจักร ไม่จบไม่สิ้น แต่ระบบกลไกทุกอย่าง “ไม่ใช่เราคอยบังคับ” ได้ตามใจ มันเป็นไปเองตามธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า “กฎแห่งเหตุปัจจัย” ไม่เช่นนั้นเราก็คงจะเลือกเกิดได้ตามใจ (นึกถึงเราตอนนี้ซิ เราเลือกเกิดมาเป็นอย่างนี้หรือเปล่า)
-----------------------------
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น