31 พ.ค. 2554

ครั้งที่ ๖ ธรรมะเป็นของจริง มีรสชาติให้สัมผัสได้

>>>  อยากรู้ว่าตัวเองรู้แจ้งรสชาติธรรมะจริงๆ หรือแค่หลงเพ้อจำพระไตรปิฎกมาพูด ตรวจสอบได้โดยการเผชิญหน้ากับทุกขเวทนา เช่น นั่งนิ่งๆ นานๆ (๕ ชั่วโมง) หรือ นั่งนิ่งๆ ให้ยุงกัดสักสองสามร้อยตัว หรือนั่งนิ่งๆ ตากแดดร้อนๆ (สัก ๕ ชั่วโมง)  อย่าขยับ อย่าเข้าฌาน  (มันไม่ถึงกับตายหรอก)  ลองดูซิว่าจะปล่อยวางได้ (เห็นรูปเป็นสักว่ารูป รูปัง อนัตตา หรือ เห็นเวทยาเป็นสักว่าเวทนา เวทนา อนัตตา ) เหมือนอย่างที่พูดไหม  

>>>  หลักธรรมในตำราทั้งหมดเขียนมาจากการศึกษากายและใจตัวเองเท่านั้น มัวไปเรียนตำราอยู่นั่นมันก็ไม่เข้าใจความจริงสักที มันแค่ว่าไปตามตำรา  ดีไม่ดีเรียนแล้วก็หลงว่าตัวรู้หมดแล้ว เข้าใจหมดแล้ว ก็เลยอยากตั้งตัวเป็นอาจารย์สอนตามตำรา นี่มันยิ่งหลงไปใหญ่  เขามีแต่รู้แล้ว  ปล่อย  แต่นี่รู้แล้วยังจะ อยากเป็น”  ธรรมะเป็นเรื่องสภาพจริงๆ ที่มีอยู่ไม่ใช่เรื่องราวในตำรา

>>>  การได้รับอรรถรสจากตำรามันก็เหมือนกับ เห็นรูปภาพสัตว์อะไรสักอย่าง (เช่น ลิง) และคำบรรยายอยู่ในหนังสือ   สำหรับคนไม่เคยรู้เรื่องสัตว์นั้นมาก่อนก็จะรู้สึกตื่นเต้นมาก  แต่ลองคิดต่อไปซิว่า ถ้าได้เห็นตัวสัตว์นั้นมันใช้ชีวิตอยู่จริงๆ ในธรรมชาติ  แล้วได้มีเวลาศึกษาเรื่องของมัน  สิ่งที่ได้คือ มันก็จะเห็นเหมือนในตำรา และจะเห็นส่วนที่ ตำราไม่ได้เขียนไว้ เพราะเรื่องของมันมีมากมายจนขี้เกียจจะเขียน  พอเห็นตัวจริงของสัตว์นั้นบ่อยๆ และรู้เรื่องของมันแล้ว  ก็ไม่อยากอ่านหนังสือเลย  ถ้าให้เขียนเรื่องของสัตว์นั้นก็จะเขียนได้เป็นหนังสือไม่รู้กี่พันกี่หมื่นเล่ม  ส่วนพวกไม่เคยเห็นของจริงก็สนุกกับการลอกตำราซ้ำไปซ้ำมาเหมือนเด็กนักเรียนทำรายงานนั่นแหละ ลอกกันไปลอกกันมาเดี๋ยวก็เขียนผิดจนได้  ลิงก็อาจจะกลายเป็นชะนีไปหรือกลายเป็นมนุษย์ขึ้นมาเลย  เปิดพลิกตำราไปมาเป็นพันเที่ยวมันก็เห็นแต่รูปภาพกับตัวอักษรเหมือนเดิม  การปฏิบัติ จึงเป็นการไปดูของจริงนอกตำรา  รสชาติมันต่างกันแบบเทียบไม่ได้เลย
--------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น