>>> อยากรู้ว่าตัวเองรู้แจ้งรสชาติธรรมะจริงๆ หรือแค่หลงเพ้อจำพระไตรปิฎกมาพูด ตรวจสอบได้โดยการเผชิญหน้ากับทุกขเวทนา เช่น นั่งนิ่งๆ นานๆ (๕ ชั่วโมง) หรือ นั่งนิ่งๆ ให้ยุงกัดสักสองสามร้อยตัว หรือนั่งนิ่งๆ ตากแดดร้อนๆ (สัก ๕ ชั่วโมง) อย่าขยับ อย่าเข้าฌาน (มันไม่ถึงกับตายหรอก) ลองดูซิว่าจะปล่อยวางได้ (เห็นรูปเป็นสักว่ารูป รูปัง อนัตตา หรือ เห็นเวทยาเป็นสักว่าเวทนา เวทนา อนัตตา ) เหมือนอย่างที่พูดไหม
>>> หลักธรรมในตำราทั้งหมดเขียนมาจากการศึกษากายและใจตัวเองเท่านั้น มัวไปเรียนตำราอยู่นั่นมันก็ไม่เข้าใจความจริงสักที มันแค่ว่าไปตามตำรา ดีไม่ดีเรียนแล้วก็หลงว่าตัวรู้หมดแล้ว เข้าใจหมดแล้ว ก็เลยอยากตั้งตัวเป็นอาจารย์สอนตามตำรา นี่มันยิ่งหลงไปใหญ่ เขามีแต่รู้แล้ว “ปล่อย” แต่นี่รู้แล้วยังจะ “อยากเป็น” ธรรมะเป็นเรื่องสภาพจริงๆ ที่มีอยู่ไม่ใช่เรื่องราวในตำรา
>>> การได้รับอรรถรสจากตำรามันก็เหมือนกับ เห็นรูปภาพสัตว์อะไรสักอย่าง (เช่น ลิง) และคำบรรยายอยู่ในหนังสือ สำหรับคนไม่เคยรู้เรื่องสัตว์นั้นมาก่อนก็จะรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่ลองคิดต่อไปซิว่า ถ้าได้เห็นตัวสัตว์นั้นมันใช้ชีวิตอยู่จริงๆ ในธรรมชาติ แล้วได้มีเวลาศึกษาเรื่องของมัน สิ่งที่ได้คือ มันก็จะเห็นเหมือนในตำรา และจะเห็นส่วนที่ “ตำราไม่ได้เขียนไว้” เพราะเรื่องของมันมีมากมายจนขี้เกียจจะเขียน พอเห็นตัวจริงของสัตว์นั้นบ่อยๆ และรู้เรื่องของมันแล้ว ก็ไม่อยากอ่านหนังสือเลย ถ้าให้เขียนเรื่องของสัตว์นั้นก็จะเขียนได้เป็นหนังสือไม่รู้กี่พันกี่หมื่นเล่ม ส่วนพวกไม่เคยเห็นของจริงก็สนุกกับการลอกตำราซ้ำไปซ้ำมาเหมือนเด็กนักเรียนทำรายงานนั่นแหละ ลอกกันไปลอกกันมาเดี๋ยวก็เขียนผิดจนได้ ลิงก็อาจจะกลายเป็นชะนีไปหรือกลายเป็นมนุษย์ขึ้นมาเลย เปิดพลิกตำราไปมาเป็นพันเที่ยวมันก็เห็นแต่รูปภาพกับตัวอักษรเหมือนเดิม “การปฏิบัติ” จึงเป็นการไปดูของจริงนอกตำรา รสชาติมันต่างกันแบบเทียบไม่ได้เลย
--------------------------
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น