>>> การศึกษาธรรมะ คือ การศึกษาเรื่องตัวเอง คือศึกษากายและใจตัวเอง
เมื่อยิ่งเข้าใจตัวเอง ก็จะยิ่งเข้าใจคนอื่น เพราะคนอื่นก็มีแค่กายและใจ
และจะเข้าใจถึงกฎพื้นฐานแห่งธรรมชาติทั้งหมดด้วย เพราะกายและใจก็ดำเนินอยู่ตามกฎธรรมชาติ กฎนั้นเป็นความจริงก็คือ กฎที่ว่าทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรมั่นคง (อนิจจัง) และเป็นไปเพราะเหตุปัจจัยมากมายอันสลับซับซ้อนซึ่งมีอยู่โดยธรรมชาติ ไม่อาจเป็นไปเพราะใครอยากให้เป็น หรือมีใครบังคับให้เป็นไปดั่งใจของใครอย่างแท้จริง (อนัตตา)
>>> ความรู้หลักธรรมะนี่แหละเป็น “วิชาชีพ” ที่จะต้องเอามาเลี้ยงชีพ (ทั้งขั้นศีลธรรม และขั้นโลกุตตรธรรม) ถ้าไม่มีความรู้เรื่องธรรมะ ชีวิตมันก็ไม่มีอะไรเลี้ยง เหมือนไม่มีกรอบทางเดินอันถูกต้อง เหมือนลูกที่ไม่มีพ่อแม่เลี้ยงดู เหมือนนักเรียนไม่มีครูสอน มันก็กลายเป็นป่าเถื่อน เดินมั่วซั่วไปตามใจ คือทำตามใจ มันก็ไปเบียดเบียนผู้อื่นเพราะมันเอาแต่ใจตัว คิดดูว่าต่างคนก็ต่างเถื่อน แล้วมันจะยุ่งแค่ไหน จะทะเลาะตบตีหรือทำร้ายกันแค่ไหน
>>> ความรู้หลักธรรมะนี่แหละเป็น “วิชาชีววิทยาชั้นสูง” และ “จิตวิทยาชั้นสูง” เพราะให้คำอธิบายเรื่องร่างกายและจิตใจได้ในแง่มุมที่ลึกซึ้ง ถึงขนาดทำให้มนุษย์อยู่ในภาวะที่เป็นอิสระเหนือจากร่างกายและจิตใจได้
>>> โลกทุกวันนี้ไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่ขาดคนมีศีลธรรม, โลกทุกวันนี้ไม่ได้ขาดความรู้ แต่ขาดคนที่จะใช้ความรู้เพื่อช่วยผู้อื่น, โลกทุกวันนี้ไม่ได้ขาดวัตถุสิ่งของ แต่ขาดคนที่จะเอื้อเฟื้อแบ่งปัน, โลกทุกวันนี้ไม่ได้ขาดคนเล่าเรียนตำราทางศาสนา แต่ขาดคนที่จะปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนา, โลกทุกวันนี้ไม่ได้ขาดอาหารสำหรับเลี้ยงผู้คน แต่ขาดคนที่กินอิ่มแล้วรู้จักเหลือให้คนอื่นบ้าง, ปัญหาของโลกทุกวันนี้ส่วนใหญ่มันเกิดจากคนเก่ง คนมีความรู้ คนฉลาด ที่เห็นแก่ตัวเอง แต่ใครจะเปลี่ยนให้ทุกคนเป็นคนดีได้ หรือเปลี่ยนให้ทุกคนเลิกเห็นแก่ตัวได้ พระพุทธเจ้าก็ทำไม่ได้ ท่านทำได้แค่บอกทางอันประเสริฐแก่ผู้ที่สนใจฟังท่าน
---------------------------
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น