แนวทางดำเนินชีวิตที่เป็นประโยชน์ในปัจจุบันและอนาคต คือ
1. การปฏิบัติตนขั้นศีลธรรม (ยังเวียนว่ายตายเกิดต่อไป): ดำเนินชีวิตประจำวันด้วยทางสายกลาง “แบบลูบคลำ” ไปก่อน คือ
- ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ได้แก่ การถือศีลห้า
- เอื้อเฟื้อผู้อื่น ได้แก่ การให้ทาน (วัตถุ, แรงกาย, ความรู้), การให้อภัยผู้ที่ทำไม่ดี, การอนุโมทนายินดีกับผู้ที่ทำดี
2. การศึกษาธรรมะ (มีโอกาสจะพ้นการเวียนว่ายตายเกิด):
- จัดแบ่งเวลาให้กับการอ่านและฟังหลักธรรมะ (เฉพาะเท่าที่จำเป็น) เพื่อพัฒนาปัญญาในขั้นต้น
- พยายามฝึกฝนในภาคปฏิบัติ (ต้องอาศัยผู้รู้) เพื่อพัฒนาปัญญาในขั้นที่สูงขึ้น
*** ดังนั้น คำว่า “เริ่มศึกษาธรรมะ” ไม่ใช่แค่เรื่องศีลธรรม มันเป็นเรื่องที่เหนือจากศีลธรรมขึ้นไปอีก (เพราะการดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของศีลธรรมมันเป็นเรื่องทั่วไปอยู่แล้ว)
หลักธรรมะสำคัญพื้นฐานมีไม่มาก และเผยแพร่กันอยู่แล้วอย่างแพร่หลาย ได้แก่
- ปฏิจจสมุปบาท: ทุกอย่างเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) เพราะ “เหตุ” จึงเกิด “ผล” ไม่ได้เป็นเพราะใครบงการแท้จริง (อนัตตา) แต่ว่า “เหตุ” นั้นก็มีมากมายจนไล่เรียงไม่หมด นี่เป็นกฎธรรมชาติที่ครอบทุกสิ่ง ทุกเรื่องราว
- ขันธ์ห้า: รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของการมี “ชีวิต”
- ผัสสะ: เมื่อมีการกระทบกันระหว่าง อวัยวะรับสัมผัส และ สิ่งภายนอก (ได้แก่ ตา-สีสัน, หู-เสียง, จมูก-กลิ่น, ลิ้น-รส, กาย-สัมผัส, ใจ-อารมณ์) ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ
เมื่อเข้าใจเรื่องทั้งหมดด้วยการอ่าน ฟัง หรือขบคิดใคร่ครวญโดยดีแล้ว ก็สังเกตศึกษาหลักธรรมะนั้นที่ปรากฏอยู่กับกายและใจตัวเอง จนกว่าจะได้ “สัมผัสรสชาติ” แห่งความเป็นอนิจจังและอนัตตาของกายและใจ ก็จะมั่นใจขึ้น และค่อยๆ ยอมรับทุกอย่างตามความเป็นจริง เมื่อสติปัญญาแก่กล้า ก็จะพัฒนาไปสู่การหมดอัตตาอย่างแท้จริง แต่เมื่อไหร่ไม่รู้ "ทำไป ไม่ต้องหวัง"
---------------------------
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น