3 ธ.ค. 2554

ครั้งที่ ๔๖ บทสรุป ตอนที่ ๑๒ "การแก้ปัญหาเรื่องทุกข์ แบบพระพุทธเจ้า และแบบพระโพธิสัตว์"

๓.๙  การแก้ปัญหาเรื่องทุกข์ แบบพระพุทธเจ้า และแบบพระโพธิสัตว์

          ปัญหาเรื่องทุกข์ในที่นี้ หมายถึง ปัญหาที่ทำให้เกิดความทุกข์กายทุกข์ใจของคนทั่วไป (ทุกข์เข็ญ)

          การแก้ปัญหาเรื่องทุกข์ด้วยหลักการของพระพุทธเจ้า ก็คือ เมื่อท่านตรัสรู้หลักความจริงสี่ประการ (อริยสัจสี่) หรือกฎธรรมชาติสี่ข้อแล้ว ท่านก็จึงนำหลักการนั้นมาอธิบายและบอกวิธีการปฏิบัติตนตามมรรคมีองค์แปด อย่างที่กล่าวไปแล้ว  ถ้าปฏิบัติถูกต้องในเบื้องต้นก็สามารถบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นได้ในทันที (ชั่วคราว) และผลสูงสุดก็คือไม่เกิดเป็นปัญหาอีกเลย (ถาวร) เช่น ถ้าหากบุคคลอันเป็นที่รักของเราตายไป เมื่อเรานึกถึงคำสอนทางพุทธศาสนา เรื่อง “ทุกขสัจจะ” ขึ้นมาได้ว่า ตามกฎธรรมชาติแล้วทุกสิ่งมีการเกิดแล้วก็ตาย หรือเกิดแล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรคงที่ สักวันเราเองก็จะเป็นเช่นเดียวกันนี้  เท่านี้เราก็คลายความโศกเศร้าลงไปได้ในระดับหนึ่ง หรือหมดความโศกเศร้าในเหตุการณ์นั้นไปเลยก็ได้  แต่พอมีเหตุการณ์ใหม่ที่เราต้องสูญเสียอีก ในตอนแรกเราก็ยังเกิดความเสียใจขึ้นอีก พอนึกขึ้นได้เมื่อไหร่ก็ค่อยดับความเสียใจนั้นได้ อย่างนี้เป็นครั้งๆ ไป จึงเรียกว่า “ดับทุกข์ชั่วคราว”  จนกว่าจะยอมรับได้อย่างเป็นธรรมชาติก็คือรู้แจ่มแจ้งแล้ว ก็จะไม่เกิดความเสียใจขึ้นเลย อย่างนี้เรียกว่า “ดับทุกข์ถาวร” (นิพพาน)
          ซึ่งจะเห็นว่า วิธีการดับทุกข์ของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ว่าจะเป็นแบบชั่วคราวหรือแบบถาวรก็ตาม “เป็นการดับทุกข์โดยที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อสิ่งรอบข้างเลย” เพราะพูดภาษาชาวบ้านก็คือแค่ทำใจของตัวเองให้ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง

          สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องทุกข์ด้วยหลักการของพระโพธิสัตว์นั้นต่างจากพระพุทธเจ้า คือ “ทั้งหมดเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แก้ปัญหาที่ภายนอก หรือดับทุกข์แบบชั่วคราว”  เช่น  ถ้าคนในพื้นที่ไหนแห้งแล้ง พระโพธิสัตว์ก็ช่วยบันดารให้ฝนตกในบริเวณนั้น แน่นอนคนที่เดือดร้อนก็จะต้องได้รับประโยชน์ แต่ลองคิดดูว่าจะมีคนในพื้นที่นั้นส่วนหนึ่งเกิดความลำบากจากการที่ฝนตกหรือเปล่า หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อยต้องตายจากการที่น้ำท่วมขังเป็นจำนวนมากเท่าไหร่  หรืออย่างมีคนเป็นโรคสักอย่างหนึ่ง มาอ้อนวอนให้พระโพธิสัตว์ช่วยบันดารให้หาย ถ้าช่วยให้เขาหายป่วยโดยง่ายๆ  สิ่งที่ตามมาคืออะไร เขาก็จะเอาแต่อ้อนวอน ไม่คิดจะหาวิธีอื่นในการบำบัดรักษา ซึ่งโรคบางโรคก็บำบัดรักษาได้วิธีทางการแพทย์  และเขาก็จะไม่เห็นทุกข์ภัยของความเสื่อมแห่งร่ายกาย นั่นคือเขาไม่เห็นตามสัจจะหรือตามกฎธรรมชาติ  ไม่เห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิด  นอกจากนี้เขาคิดจะอ้อนวอนขอในเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย  แล้วปัญหาที่แก้ไปหรือดับไปนั้นมันก็ไม่ได้จบสิ้น  เขาก็ยังจะเป็นทุกข์เพราะความเป็นโรคอื่นๆ ที่จะตามมาอีก แถมยังสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก เช่น คนที่ชอบอ้อนวอนก็มักเป็นคนที่ไม่มีความเพียร มีความประมาท เชื่อคนง่าย ความคิดไม่ตั้งอยู่บนหลักเหตุผล ทำให้ถูกหลอกได้ง่าย  เหล่านี้คือผลที่ตามหาเมื่อมีการแก้ปัญหาโดยการเปลี่ยนแปลงเหตุปัจจัยภายนอก เพราะธรรมชาติมีกฎของกรรม หรือกฎของการกระทำ เมื่อได้กระทำการอะไรลงไปก็ต้องมีผลตามมาในหลายระดับ หลายแง่มุม ชนิดที่เราคาดไม่ถึง  ยกตัวอย่างเช่น แค่เราเอายางลบไปลบรอยดินสอ รอยดินสอนั้นก็หายไป แต่ก็ยังเหลือขี้ยางลบเป็นเศษขยะที่ทำให้โต๊ะสกปรกต่อไปอีก

          อย่างไรก็ตาม ก็มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการปรับแก้ที่เหตุปัจจัยภายนอก หรือดับทุกข์แบบชั่วคราว  เพราะธรรมชาติก็ให้สัญชาตญาณมาอย่างนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงมีชีวิตรอดอยู่ด้วยในชีวิตประจำวัน เพราะการปล่อยให้ตัวเองตายโดยที่ยังมีความเป็นอัตตาหรือมีความยึดมั่น(อุปาทาน)ในรูปนามหรือชีวิตของตนเองอยู่ นั่นมันก็ยังนำไปสู่การเกิดภพชาติใหม่อีก ปัญหาต่างๆ ก็ยังจะตามมาอีก  แม้แต่พระพุทธเจ้าเองท่านก็ช่วยคนด้วยวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเช่นกัน เพราะคนแต่ละคนมีศักยภาพแตกต่างกัน ท่านก็ประเมินได้ ถ้าใครมีศักยภาพพอจะเข้าใจเรื่องอริยสัจสี่ ท่านจึงหาวิธีสอนให้  แต่ถ้าใครศักยภาพยังไม่พร้อม ท่านก็สอนให้กระทำกรรมอันเป็นกุศลไปเรื่อยๆ ก่อน  ถ้าภาวนา(ปฏิบัติตามรรคมีองค์แปดแบบตรงๆ)ยังไม่เป็น ก็ให้ถือศีลห้าไปก่อน หรือถือศีลห้ายังไม่ได้ ก็เอาแค่หมั่นทำทานไปก่อนก็ยังดี  หรือให้เคารพนับถือเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์  หรือให้เชื่อในกฎของกรรม(การกระทำ)เอาไว้ก่อนเป็นเบื้องต้นก็ยังดี

ครั้งที่ ๔๕ บทสรุป ตอนที่ ๑๑ "สมมติ และ สัจจะ"

๓.๘  สมมติ และ สัจจะ


            สมมติ คือ ไม่ใช่เรื่องจริง หรือเป็นสิ่งที่กำหนดขึ้น สมมติขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงได้
            สัจจะ คือ เป็นเรื่องจริง เป็นความจริง เป็นกฎของธรรมชาติอยู่อย่างนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
            โลกที่เราใช้ชีวิตอยู่นี้เต็มไปด้วยทั้งสมมติและสัจจะควบคู่กันไป แต่ส่วนใหญ่เราหลงยึดติดกับสมมติ นั่นก็คือยึดติดกับการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดความไม่พอใจ หรือผิดหวัง
            ตัวอย่าง เช่น  “ก้อนหิน” มองในภาคสมมติ ภาษาไทยเราเรียกว่าก้อนหิน แต่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Rock และในภาษาสมมติของชนแต่ละกลุ่มก็มีชื่อเรียกที่ต่างกันไปมากมาย   แต่ในภาคสัจจะหรือความจริงแล้ว ก้อนหินนั้นเป็นวัตถุที่มีสภาพเป็นก้อนแข็งๆ  เมื่อใครเห็นก็เห็นเป็นลักษณะเหมือนกัน เพียงแต่อาจจะเรียกชื่อมันไม่เหมือนหัน  แต่ไม่ว่าจะเรียกชื่อมันด้วยคำศัพท์ที่ต่างกันไปอย่างไร ความจริงมันก็ยังคงมีสภาพเป็นลักษณะก้อนแข็งๆ อย่างนั้น  ไม่ได้เปลี่ยนสภาพไปตามชื่อที่เรียก
            หรือตัวอย่างเช่น  “พ่อ”  ในภาษาสมมตินั้น ภาษาไทยก็เรียกกันไปมากมาย เช่น พ่อ บิดา บิดร พระราชบิดา ฯลฯ ส่วนในภาษาอังกฤษก็เรียกว่า Father หรือ Dad เป็นต้น และในภาษาของประเทศอื่นก็เรียกด้วยคำศัพท์ที่แตกต่างกันไปมากมาย  โดยเป็นที่เข้าใจร่วมกันว่าหมายถึง “บทบาทหน้าที่” ของบุคคลหนึ่ง กล่าวคือเป็นบุคคลเพศชายที่สเปิร์มของเขาไปทำให้เกิดลูกขึ้นมา ซึ่งในชาตินี้แต่ละคนก็มีพ่อจริงๆ ได้แค่คนเดียว จะเลิกสถานภาพนี้ไม่ได้นี่ คือสัจจะ  แต่บางสถานภาพ เช่น “สามี” ซึ่งหมายถึงบุคคลที่มีภรรยา จะว่าโดยกฎหมายหรือว่าโดยพฤติกรรมก็ได้ เมื่อเลิกรากันแล้วก็สิ้นสถานภาพนี้ไปในปัจจุบัน  บทบาทสมมตินั้นก็เป็นแค่อดีต แต่มันก็ถูกเก็บรสชาตินั้นไว้เป็นความทรงจำ  ถ้าไม่นึกถึงก็ไม่เกิดเรื่องราว แต่ถ้านึกถึงมันก็เป็นเรื่องราวขึ้นมา  นึกถึงแต่ไม่ความคิดนั้นไม่มีกำลังเราก็ไม่แสดงออกด้วยการกระทำ  แต่ถ้านึกถึงและความคิดนั้นมีกำลังมากมันก็ผลักดันให้เรากระทำอะไรต่อไปอีก
            หรือตัวอย่างเช่น “วันอาทิตย์” ในภาษาสมมติ ภาษาไทยก็เรียกวันอาทิตย์ ภาษาอังกฤษก็เรียก Sunday  ซึ่งก็หมายถึง วันๆ หนึ่งในจำนวนเจ็ดวันของสัปดาห์ นี่เป็นสมมติที่กำหนดใช้ร่วมกันทั่วโลก  แต่ในภาคที่เป็นสัจจะแล้วไม่มีคำว่าวันอาทิตย์  โดยธรรมชาติแท้ๆ มีแค่ “มืดและสว่างเพราะดวงอาทิตย์” คือถ้าดวงอาทิตย์ส่องสว่างไปในบริเวณนั้นก็เรียกว่ากลางวัน เมื่อไม่มีแสงจากดวงอาทิตย์ส่องไปบริเวณนั้นก็เรียกว่ากลางคืน  มันขึ้นกับการหมุนและการทำมุมของโลกกับดวงอาทิตย์  ชาวโลกก็สมมติว่าถ้าช่วงเวลากลางวันและกลางคืนครบหนึ่งรอบนับเป็นหนึ่งวัน  ซึ่งหน่วยนับเกี่ยวกับวันเวลาหน่วยอื่นๆ ก็เป็นสมมติเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น วินาที นาที ชั่วโมง วัน เดือน ปี ทศวรรษ ศตวรรษ ฯลฯ
            หรือตัวอย่าง เช่น “ธงชาติ” ภาษาอื่นก็เรียกต่างกันไป  สภาพจริงๆ หรือสัจจะของมันก็คือ ผืนผ้าที่ทาด้วยสีให้มีลวดลาย  แต่ในภาคสมมตินั้นก็ตกลงร่วมกันว่า ถ้าผืนผ้ามีลวดลายอย่างนี้ก็เรียกว่าธงชาติของประเทศนี้  ทีนี้ถ้าหากใครกระทำการอันไม่เหมาะสมกับผืนผ้าแบบนี้ เช่น เผาธงชาติ  ชนชาตินั้นก็จะเกิดความไม่พอใจ จนมีการกระทำที่ตอบโต้กันตามมา  นี่คือเรื่องเกิดจากการยึดถือสมมติร่วมกันใน “ผืนผ้าที่ทาด้วยสี” ผืนนี้ ทั้งชนชาติที่เป็นเจ้าของธงนี้และคนที่เผาธงนี้ (เจตนาเผาธงนี้เพราะคิดว่าธงนี้เป็นสิ่งมีค่าของชนชาตินั้น)
            หรืออย่างเหตุการณ์คนตาย เช่น “แม่ตาย” โดยทั่วไปบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นสามี ลูก หรือญาติมิตร ก็จะรู้สึกโศกเศร้าเสียใจ นี่คือผลของความยึดถือในสมมติ  สำหรับคนอื่นซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงคนนี้ ไม่รู้จักกันเลย เขาก็ไม่รู้สึกโศกเศร้าเสียใจอะไรด้วย นั่นคือเขามีความยึดถือในสมมติเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ในแง่มุมที่แตกต่างไป คือเขาอาจจะคิดเพียงว่าเป็นแค่คนๆ หนึ่งตายเท่านั้นเอง ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับเขาเลย  นี่แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้(คนตาย)ไม่ใช่สัจจะ ถ้าเป็นสัจจะหรือความจริง ทุกคนไม่ว่าใครก็ตามถ้ารู้ว่าผู้หญิงคนนี้ตายเขาจะต้องรู้สึกโศกเศร้าเสียใจเช่นเดียวกันทุกคน แต่นี่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้น ความจริงคือบางคนเสียใจ บางคนไม่เสียใจ 
            ทีนี้ถ้ายกตัวอย่าง “รสเค็ม” ใครก็ตามที่ได้ลิ้มรสเค็ม ทุกคนต้องรู้สึกอย่างเดียวกันว่ามันมีรสเค็ม จะพูดหรือไม่พูดออกมาก็ตาม  นี่คือรสเค็มเป็นสัจจะหรือความจริงที่มีอยู่ตามธรรมชาติแท้ๆ ไม่ได้ถูกปรุงแต่งขึ้นจากความรู้สึกของใคร  และมันก็อยู่ภายใต้กฎความจริง คือ “ทุกขสัจจะ” รสเค็มมันก็ไม่คงที่ ไม่คงทน พอลิ้นได้รับรสใหม่ รสเค็มก็จางหายไป
            หรือตัวอย่าง คำสอนทางศาสนาที่ว่า “พระเจ้าสร้างโลก”  ถ้าตีความในภาคสมมติว่า “พระเจ้า (God)” เป็นคำศัพท์ที่ใช้เรียก “บุคคลผู้หนึ่ง”  ก็จะทำให้หลายคนไม่ยอมรับคำสอนอันนี้  แต่ถ้าตีความในภาคสมมติว่า “พระเจ้า (God)” นั้นเจตนาที่จะให้เข้าใจว่าคือ “ธรรมชาติ (Nature)”  ประโยคข้างต้นก็จะมีความหมายว่า “ธรรมชาติสร้างโลก”  อย่างนี้หลายคนก็คงจะยอมรับได้  ซึ่งจะเห็นว่าปัญหามันอยู่ที่การยึดถือในคำศัพท์สมมติแล้วก็ตีความไปตามที่ยึดถือนั้น  แต่อย่างไรก็ตาม การตีความคำสอนทางศาสนานั้นเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก จึงจำเป็นต้องอาศัยคำอธิบายจากผู้รู้เป็นส่วนประกอบด้วย

            สำหรับหลักคำสอนทางพุทธศาสนานั้น สอนให้มองทุกสิ่งด้วยความเข้าใจในภาคสัจจะ เพื่อจะได้ไม่เกิดความยึดถือในสิ่งทั้งหลาย  วิธีการที่จะทำให้เกิดความเข้าใจในภาคสัจจะได้นั้นก็ให้เน้นมาศึกษาที่เรื่องรูปนาม (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)  เพราะโดยสัจจะหรือความจริงแล้วองค์ประกอบของทุกสรรพสิ่งหนีไม่พ้นรูปและนาม (บางสิ่งมีแค่รูปเป็นองค์ประกอบ บางสิ่งมีทั้งรูปและนามเป็นองค์ประกอบ)  สิ่งที่จะเป็นแหล่งศึกษาเรื่องรูปนามได้ง่ายและชัดเจนกว่าสิ่งอื่นก็คือ “ชีวิตเรา” นี่เอง เมื่อเราเข้าใจรูปนามที่ประกอบกันเป็นชีวิตเราอย่างถ่องแท้ เราก็จะเข้าใจสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดด้วย 
            เมื่อเราเข้าใจเรื่องรูปนามในภาคสัจจะหรือสภาพที่มันเป็นอยู่จริงในธรรมชาติอย่างถ่องแท้ ว่ามันมีสภาพไม่คงที่ ไม่คงทน แปรปรวน เปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัยอันมากมาย ไม่ได้อยู่อำนาจของใครอย่างแท้จริง  ก็จะเข้าใจว่าทุกสรรพสิ่งก็มีสภาพเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน  ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลายก็จะหมดไป  สภาพจิตใจของเราก็เป็นนิพพาน

2 ธ.ค. 2554

ครั้งที่ ๔๔ บทสรุป ตอนที่ ๑๐ "ศึกษาพุทธศาสนาแค่ขั้นการอ่านและฟัง พอแล้วหรือ"

๓.๘  ศึกษาพุทธศาสนาแค่ขั้นการอ่านและฟัง พอแล้วหรือ


          ผลสูงสุดที่เกิดจากการศึกษา คือการนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อให้ตนได้สำเร็จประโยชน์ตามหลักการนั้น
          ยกตัวอย่าง เราต้องการจะเข้าใจชีวิตของลิงตัวหนึ่ง  แม้จะอ่านหรือฟังมากเพียงใด ถ้าไม่เคยได้เห็นตัวลิงนั้นจริงๆ  มันก็ได้แค่นำเอาข้อมูลต่างๆ นั้นมาบวกกับประสบการณ์เดิมที่เคยรู้เรื่องสัตว์อื่นๆ มาบ้าง และเราก็จินตนาการไป ซึ่งก็อาจจะถูกบ้างผิดบ้าง  ยิ่งอ่านมากยิ่งฟังมากถ้าประมวลดูก็จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่แตกต่างกันในขั้นรายละเอียด  ซึ่งมันก็มีมากมายไม่รู้จบ  ถ้าคนมีความจำมีปัญญาดีก็สามารถจำเรื่องราวได้มาก แล้วก็อธิบายเชื่อมโยงได้มากอย่างสมจริงสมจัง  แม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นลิงนั้นด้วยซ้ำ
          แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราได้เห็นลิงตัวนั้นจริงๆ ตามสภาพที่มันดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติ เราจะเข้าใจเรื่องราวที่คนอื่นเขาเขียนเอาไว้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  และเมื่อเราได้เฝ้าสังเกตศึกษาลิงนั้นด้วยตัวเราเอง เราก็จะสามารถรู้เรื่องลิงนั้นได้อย่างชัดเจนทั้งในแง่ที่คนอื่นเขียนไว้ และแง่ที่คนอื่นยังไม่ได้เขียน  เราก็เชื่อเพราะเราเห็น ไม่ใช่เชื่อเพราะเขาเล่า  ถ้าเราจะเขียนเป็นตำราเองบ้างมันก็เขียนได้อีกมากมายเช่นกัน  เพราะมันขึ้นอยู่กับความสามารถในด้านการใช้คำศัพท์ ภาษาพูด ภาษาเขียนที่ใช้ในการสื่อสาร  ดังนั้น ถ้าต้องการจะรู้เรื่องลิงนั้นจริงๆ ก็จำเป็นจะต้องเห็นลิงนั้นด้วยตนเอง และสังเกตศึกษามันด้วยตนเอง  “แค่ขั้นการอ่านหรือฟังแล้วคิดคำนวณด้วยหลักเหตุผลนั้นยังไม่พอที่จะรู้จริง”
          ตัวอย่างเช่น พระติฏโฉโปติละ เป็นผู้ที่แตกฉานในคำสอนมาก สามารถอธิบายเนื้อหาให้คนอื่นเข้าใจได้มากมาย แต่พระพุทธเจ้าก็เรียกท่าน “ใบลานเปล่า” เพราะท่านเพียงแค่เข้าใจเรื่องราวในระดับที่ขบคิดด้วยเหตุผลตามได้ แต่ท่านยังก็ไม่ได้เห็นรูปนามในสภาพที่มันเป็นอยู่ตามธรรมชาติจริงๆ  ท่านจึงไปขอคำแนะนำจากสามเณรซึ่งเป็นอรหันต์ แล้วท่านก็ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ได้อย่างถูกต้อง ก็ได้เห็นรูปนามตามสภาพที่มันจริงในธรรมชาติ และคลายความยึดมั่นออกเสียได้
          เพราะบางคนเรียนจากตำราและฟังเทศน์มากมาย จนเกิดอาการรู้สึกว่าเหมือนตัวเองรู้เรื่องธรรมะดีแล้ว ใครพูดอะไรมา เราก็เข้าใจไม่ติดขัด  เหมือนกับว่าปล่อยวางเรื่องต่างๆ ได้  แต่ในสายตาของผู้รู้ หรือผู้มีประสบการณ์ เขาจะก็มองออก เพราะทุกอย่างมันสะท้อนออกมาที่การกระทำ คำพูด หรือความเห็นที่กล่าวออกมา
          ยกตัวอย่างเช่น  มีคนชายคนหนึ่ง สามารถอธิบายธรรมะได้อย่างมีหลักการ ตรงตามตำราเลยในหลายๆ เรื่อง  และเขาก็บอกว่า “เขาไม่ยึดติดในรูปร่างกายนี้หรอก เพราะมันเป็นแค่ธาตุสี่อย่างมาประกอบกันคือดิน น้ำ ลม ไฟ  ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา”  แต่ในรถยนต์ของเขามีขวานอันใหญ่มาก เขาบอกว่าเอาไว้ป้องกันตัว เพราะมีศัตรูคอยจ้องทำร้าย  นี่คือพฤติกรรมที่มันขัดกันกับความรู้ธรรมะ  ถ้าหากศัตรูมาทำร้ายตนเองก็จะใช้ขวานนี้ทำร้ายเขาอย่างนั้นหรือ?  พฤติกรรมนี้มันแสดงให้เห็นถึงว่ายังมีความยึดมั่นในรูปร่างกายนี้ คือยังมีอัตตาอยู่ จึงรักตัวเอง หวงตัวเอง พร้อมจะทำร้ายคนอื่นเพื่อให้ตนเองปลอดภัย  ถ้าลองกลับไปเปรียบเทียบกับหลักมรรคมีองค์แปด จะเห็นเลยว่าพฤติกรรมนี้มันขัดกับหลักปฏิบัติ โดยเฉพาะข้อ สัมมาสังกัปปะ สัมมากัมมันตะ (ในทีนี้ไม่ได้บอกว่าห้ามป้องกันตัว เราสามารถป้องกันตัวได้ด้วยวิธีการต่างๆ แต่อย่าเบียดเบียนผู้อื่น ถ้ามันสุดวิสัยที่จะป้องกันแล้วก็ต้องยอมรับ อย่างที่นิยมพูดกันติดปากว่าปล่อยวาง “เมื่อพูดได้ก็ต้องทำได้”)
          หรือยกตัวอย่างว่า เราจะทำขนมเค้กสักก้อนหนึ่งให้อร่อย เราท่องสูตรตามตำราได้คล่องเลยชนิดที่ว่าเป็นครูสอนในห้องเรียนก็ยังได้  แต่ถามว่าเราได้กินเค้กก้อนนั้นหรือยัง  ทีนี้พอเราลงมือทำเองเราจึงจะเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ละขั้นตอนมันละเอียดกว่าในตำรา บางขั้นตอนมันเข้าใจไม่ได้ด้วยภาษาพูดหรือเขียน เช่น การตีแป้ง ตีส่วนผสม สีของขนม ความนุ่ม ความชำนาญในการแต่งหน้าเค้ก ฯลฯ  มันต้องอาศัยทักษะหรือประสบการณ์เฉพาะตน ซึ่งต้องประกอบกับความพากเพียร ความตั้งใจ และสติปัญญาในสังเกตเรียนรู้  จึงจะสามารถทำเค้กออกมาได้ตามมาตรฐาน  บางคนก็ทำได้ในเวลาไม่นาน แต่บางคนก็ต้องทำแล้วทำอีกจึงสำเร็จ บางคนท้อถอยเลิกไปก่อน บางคนทำทั้งชีวิตก็ยังไม่ได้ก็มี
          นั่นคือตัวอย่างเปรียบเทียบ แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาธรรมะในเรื่องรูปนาม ก็ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเที่ยวไปหาดูรูปนามจากที่ไหนอื่นไกล เพราะรูปนามก็คือตัวเรา ก็คือกายกับใจของเราในขณะนี้เอง ถ้าเรารู้จักวิธีดูเราก็สามารถสังเกตศึกษามันได้ทันทีในขณะนี้เลย  จะเห็นได้จากตัวอย่างในสมัยพุทธกาล คนที่นั่งฟังเทศน์ครั้งเดียวแล้วสามารถพิจารณาสังเกตกายและใจของตัวเองตามไปด้วย ก็สามารถรู้จริงได้ถึงขั้นบรรลุอรหันต์เลยก็มี  โดยไม่จำเป็นต้องฟังเทศน์มากมาย หรือเรียนพระไตรปิฎกจนแตกฉาน  ไม่จำเป็นต้องหลบไปอยู่ในป่าช้า ภูเขา ท้องถ้ำ ไม่จำเป็นต้องไปทำบุญทำทานให้มากๆ  ไม่จำเป็นต้องไปถือศีลให้บริสุทธิ์ก่อน  ไม่จำเป็นต้องพัฒนาให้มีสมาธิในขั้นเข้าฌานได้จนเห็นนรกสวรรค์อดีตอนาคต  ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดทรมานให้ร่างกายลำบากยุ่งยากกับปัจจัยภายนอก ก็ได้ 
          สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ถือเป็นส่วนเสริมหรือส่วนสนับสนุน ไม่ใช่ส่วนหลัก  มันอยู่ที่ศักยภาพของแต่ละคน ไม่มีอะไรตายตัว  คนแต่ละคนไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกัน  ขอเพียงแค่เข้าใจหลักการอย่างชัดเจน แล้วก็เริ่มปฏิบัติตามไปตามหลักการนั้น  ถ้ายังไม่สำเร็จในทันที ก็ค่อยๆ ประเมินผลและปรับปรุงไปเรื่อยๆ  บางคนก็ทำได้เร็ว บางคนก็ทำได้ช้า เป็นเรื่องธรรมดาเพราะแต่ละคนมันมีศักยภาพต่างกัน  ขอเพียงประเมินศักยภาพของตนเองให้ถูกต้อง ยิ่งถ้ามีผู้ช่วยแนะนำที่ดีก็ยิ่งมีโอกาสบรรลุผลได้เร็ว
          ว่ากันถึงเรื่องศักยภาพนั้น สิ่งที่เน้นมักว่ากันที่เรื่องสติปัญญาก็จริงอยู่ แต่มันก็ต้องมีความเพียร และความตั้งใจมั่น เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยจึงจะกระทำการอันใดได้ผลสำเร็จ  หลักการทางพุทธศาสนาจึงวัดศักยภาพหรือกำลังของบุคคลด้วย ๕ องค์ประกอบ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา (ไม่ได้ระบุเลยว่าต้องอาศัยกรรมเก่าในชาติก่อน)  ซึ่งความจริงตามธรรมชาติทั้ง ๕ อย่างนี้มันก็รวมกันอยู่เป็นหนึ่งเดียวอยู่แล้ว แต่ว่าจะมีสัดส่วนขององค์ประกอบอะไรมากหรือน้อยกว่ากันเท่านั้นเอง  มันก็แล้วแต่ว่าใครมีอุปนิสัยเน้นไปทางไหน  บางคนเริ่มต้นจากการมีศรัทธานำหน้าอย่างอื่นก็ได้    
          ยกตัวอย่างเช่น พระวักลิ ท่านเป็นผู้มีศรัทธามากในเบื้องต้น ครั่งไคล้ในรูปลักษณ์ของพระพุทธเจ้า วันๆ เอาแต่วิ่งตามพระพุทธเจ้า ขอให้ได้เห็นหน้าได้ยินเสียงก็ชื่นใจแล้ว (แฟนคลับดารานักร้องจะเข้าใจอาการนี้ดี) ไม่ได้คิดจะปฏิบัติตนตามคำสอนอะไรมากมาย ฟังเทศน์ก็เอาแต่เคลิ้มน้ำเสียงของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ขบคิดอะไรตามไปสักเท่าไรหรอก  แต่ด้วยความที่พระพุทธเจ้าเป็นสุดยอดแห่งครู ท่านก็รู้วิธีที่จะสอน ท่านดุเอาจนพระวักลิจะไปโดดหน้าผาตาย (อารมณ์น้อยใจขนาดไหนคิดดู)  พอพระพุทธเจ้าไปถึงก็เทศน์ให้ฟังเรื่อง “รูปร่างกายไม่เที่ยง ไม่น่าเป็น ไม่น่าเอา” ซึ่งขณะนั้นพระวักลิก็เลิกเคลิ้มแล้ว ก็เลยตั้งใจฟังแล้วพิจารณาตาม แล้วท่านก็บรรลุอรหันต์ได้ในขณะนั้น (เมื่อกี้คิดจะฆ่าตัวตายอยู่แท้ๆ แล้วก็เปลี่ยนอารมณ์จนบรรลุอรหันต์ได้)  ถ้าวิเคราะห์ดูในระดับภายนอกก็ไม่ใช่ว่าพระวักลิจะมีแค่ศรัทธามากเพียงอย่างเดียว ท่านก็มีความเพียรมากด้วย (เหมือนแฟนคลับวิ่งตามไปดูดารานักร้องทุกงาน) สติก็มีมาก แม้จะไม่ใช่สติปัฏฐานสี่ แต่ก็เป็นสติในกุศล  กำลังสมาธิก็มีมากคือจดจ่อตั้งมั่นอยู่ที่การเฝ้าติดตามพระพุทธเจ้า (ไม่ฝึกจนเข้าฌาน)  และข้อคิดอีกอย่างที่ได้คือ ได้ครูอาจารย์ที่ยอดเยี่ยมก็ถือว่าได้มีเหตุปัจจัยอันยอดเยี่ยมด้วย
          อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ท่านองคุลีมาล ท่านไปเที่ยวไล่ฆ่าคนจนถึง ๙๙๙ คน คิดดูว่าท่านหลงผิดมากขนาดไหน ท่านได้มาอบรมตนให้เป็นผู้มีศีลห้าบริบูรณ์ดีแล้วหรือเปล่า งดเว้นจากการฆ่าหรือเปล่า แต่พอได้ฟังพระพุทธเจ้าเทศน์แค่ครั้งเดียวก็บรรลุอรหันต์ได้เลย  นี่จะชี้ให้เห็นว่า ความคิด ความเห็น หรืออารมณ์ของคน มันเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วมาก ไม่จำเป็นว่าจะต้องเริ่มต้นที่การถือศีลห้าให้ได้ก่อนเสมอไป  พระพุทธเจ้าก็บอกไว้ว่าศักยภาพของมนุษย์ปกติทั่วไปเพียงพอที่จะบรรลุอรหันต์ได้ในชาติเดียว (ยกเว้นเพียงแค่พวกที่ทำอนันตริยกรรม คือ ทำร้ายพระพุทเจ้าให้ห้อเลือด ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำลายสงฆ์ให้แตกแยก)  วิเคราะห์ต่อไป ถึงขนาดว่าพระภิกษุฆ่าคนตายสักคนหนึ่ง กติกาสงฆ์ถือว่าทำผิดร้ายแรงถึงขั้นถูกไล่ออกคือให้สึกไป (ส่วนโทษทางกฎหมายก็อีกเรื่องหนึ่ง)  แล้วอย่างนี้มีโอกาสบรรลุเป็นอริยบุคคลได้ไหม เปรียบเทียบกับอนันตริยกรรมดูซิ อันนี้น่าคิด  แต่ทั้งนี้ศักยภาพของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน  ท่านองคุลีมาลทำได้ แต่คนอื่นอาจทำไม่ได้  พระภิกษุฆ่าคนตาย กับชาวบ้านฆ่าคนตาย เหตุปัจจัยมันก็ย่อมไม่เหมือนกัน ผลกรรมทางกฎหมายอาจจะได้รับคล้ายกัน แต่ผลกรรมทางด้านอื่นๆ เช่น ด้านสังคม และผลกรรมที่เกิดภายในจิตใจของบุคคลนั้น ก็จะแตกต่างกัน เป็นความละเอียดในเรื่องกฎของกรรม (อจินไตย)
          อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ท่านอุทกดาบส และท่านอาฬารดาบส ทั้งสองท่านนี้เป็นฤๅษีที่มีความเก่งเรื่องกำลังสมาธิ จนถึงขั้นสูงสุด แต่ท่านก็ไม่ได้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องรูปนามเลย ทำให้ท่านไม่ได้บรรลุเป็นอริยบุคคล  ตรงนี้จะชี้ให้เห็นว่า ถ้าไม่ได้ใช้กำลังสมาธิมาสนับสนุนการศึกษาเพื่อให้เข้าใจเรื่องรูปนามแล้วก็ถือว่ายังไม่ได้ปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปดเลย  แต่อย่างไรก็ตาม กำลังสมาธิที่ยอดเยี่ยมก็เป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีศักยภาพ เพราะเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ท่านนึกหาคนที่มีศักยภาพมากที่สุดที่ท่านจะไปสอนได้ ท่านก็นึกถึงดาบสสองท่านนี้ เพียงแต่สองท่านนี้ตายไปก่อน ท่านก็เลยนึกถึงปัญจวัคคีย์เป็นลำดับถัดไป  
          หรือแม้แต่พระเทวทัตซึ่งสำเร็จฌานสามารถแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ได้ เคร่งครัดขนาดเรียกร้องให้พระพุทธเจ้าตั้งกฎให้หมู่ภิกษุกินมังสวิรัติ (พระพุทธเจ้าเพียงแค่บอกว่าใครรู้สึกรังเกียจ หรือถ้าได้เห็นได้ยินว่าเขาฆ่าแบบเจาะจงนำมาให้โดยเฉพาะ จึงงดเว้นเสีย)  พระเทวทัตก็ยังไม่ได้บรรลุธรรมขั้นใด
          อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ นางปฏาจารา เป็นผู้หญิงที่หนีตามคนรับใช้ที่เป็นผู้ชาย แล้วต่อมาสามีตาย ลูกเล็กๆ สองคนตาย พ่อแม่และพี่ตาย ในเวลาไล่เลี่ยกัน จนตัวเองสติแตก ไม่สนใจนุ่งห่มผ้า เดินตัวเปลือยเปล่าไปตามถนน พอมีโอกาสได้เจอกับพระพุทธเจ้าซึ่งกำลังเทศน์ให้หมู่ชนฟังอยู่ หมู่ชนก็เลยจัดผ้าห่มคลุมให้ พระพุทธเจ้าสอบถามเรื่องราวแล้วก็บอกให้นางตั้งสติให้ดี แล้วเทศน์ให้นางฟัง นางก็ได้บรรลุโสดาบันในที่นั้นเอง  วิเคราะห์ดูจะเห็นว่า เมื่อตะกี้ยังสติแตกแทบบ้าอยู่เลย แถมยังเคยหลงขนาดหนีตามคนรับใช้ แต่นางก็ยังสามารถบรรลุโสดาบันได้จากการนั่งฟังเทศน์แค่ครั้งเดียว  แม้ตำราจะบอกว่านางมีบุญเก่า แต่ถ้านางไม่ได้พบบรมครูอย่างพระพุทธเจ้า ชีวิตนางจะเป็นอย่างไร  สำหรับตัวอย่างเรื่องนี้ต้องการแค่จะชี้ให้เห็นว่า จิตใจของคนนั้นเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว (กำลังของศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ก็เช่นกัน)
          หรือบางคน อย่าง พระนันทะ จำใจบวชเพราะรู้สึกเกรงใจ บวชแล้วก็คิดถึงแต่ภรรยา คิดจะลาสึก พอพระพุทธเจ้าพาไปดูหญิงสาวที่สวยกว่านั้นเป็นจำนวนมาก แล้วบอกว่าถ้าปฏิบัติมรรคก็จะได้หญิงสาวเหล่านั้น พระนันทะก็ปฏิบัติตนตามมรรคแล้วก็บรรลุอรหันต์ได้ ทั้งนี้เพราะว่าธรรมชาติมันมีกฎของเหตุผลครอบทุกสิ่งไว้ เมื่อสร้างเหตุอย่างไร ผลก็ต้องออกมาอย่างนั้น  แม้จะไม่ได้ต้องการรับผลจากการกระทำนั้นก็ตาม 
          หรือบางคน อย่าง พระจูฬปันถกะ ความจำไม่ดี (ภาษาชาวบ้านก็ว่าหัวขี้เลื่อย) ใช้เวลาสี่เดือนก็ยังท่องจำมนต์บทที่ยาวสี่วรรคไม่ได้ ถูกพระพี่ชายตำหนิมากจนคิดจะลาสึก  พอพระพุทธเจ้าให้อุบายโดยการให้ผ้าขาวไปผืนหนึ่งแล้วก็ให้นั่งท่องเพียงแค่ว่า “ระโชหะระณัง” (ผ้าเช็ดธุลี) พร้อมกับเอามือลูบไปด้วยทุกครั้ง ทำไปเรื่อยๆ ผ้าก็ค่อยๆ สกปรกเพราะขี้มือ แล้วพระพุทธเจ้าก็อธิบายให้ฟังถึงความสกปรกของร่างกายนี้ ท่านก็ได้บรรลุอรหันต์
          เรื่องราวประวัติของพระอรหันตสาวกเป็นเรื่องราวที่มีประโยชน์มาก ให้แง่คิดมากมายเกี่ยวกับปฏิบัติตนก่อนและหลังบรรลุอรหันต์  ล้วนแต่มีความน่าสรรเสริญเป็นอย่างมาก และเป็นบุคคลที่พระพุทธเจ้ารับรองแล้ว  ไม่ต้องคอยด้นเดาสันนิษฐานเอาว่าใครบ้างเป็นพระอรหันต์ หรือให้ระดับสาวกมารับรองกันเองเหมือนในยุคปัจจุบัน

ครั้งที่ ๔๓ บทสรุป ตอนที่ ๙ "กฎของกรรม"

๓.๗  กฎของกรรม


            กรรม คือ การกระทำ (เหตุ)
            ผลกรรม (วิบากกรรม) คือ ผลของการกระทำ (ผล) หรือสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากได้กระทำกรรมนั้นไปแล้ว
            กฎของกรรม คือ “กฎของเหตุและผล” เมื่อมี “การกระทำเกิดขึ้น” แล้วก็จะมี “ผลเกิดขึ้น” ตามมา  เมื่อ “มีเหตุก็ย่อมมีผล” หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งก็ว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีเหตุ”   แต่สิ่งที่ต้องอธิบายกันให้ชัดเจนก็คือ ผลของกรรม หรือผลของการกระทำ นั้นย่อมเกิดขึ้นในทันที และในเวลาอันใกล้ และในเวลาอันไกล เน้นตรงที่คำว่า “และ”  ไม่ใช้คำว่า “หรือ”  เพราะว่าขณะที่เราทำกรรมหนึ่งมันก็มีต้อง “มีเหตุปัจจัย” อื่นอีกมากมายเข้าเกี่ยวข้องด้วย
            ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราแบมือแล้วก็กำมือไว้  ผลกรรมเกิดขึ้นทันที เช่น  มือมีการเคลื่อนไหว เกิดแรงกดที่มือ ข้อต่อกระดูกและเส้นเอ็นมีการยืดและหด  พลังงานของร่างกายถูกใช้ไปส่วนหนึ่ง  อากาศมีการเคลื่อนตัว(เกิดลม)  ฯลฯ  ผลกรรมที่เกิดขึ้นในเวลาอันใกล้ เช่น ถ้ากำมือไว้นานๆ ความร้อนเกิดที่มือ เหงื่อก็ออก ความเจ็บเพิ่มขึ้น มือเป็นตะคริว พลังงานถูกใช้ไปมากขึ้นก็ต้องหาอาหารมากิน  ฯลฯ  ผลกรรมที่เกิดขึ้นในระยะยาว เช่น  ถ้ามัวแต่กำมืออยู่อย่างนั้น ถ้าเจ้าบ่าวขอแต่งงาน จะสวมแหวนให้ มันก็สวมไม่ได้ เกิดเจ้าบ่าวเปลี่ยนใจ ก็ไม่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวคนนี้ ชีวิตครอบครัวในอนาคตมันก็เปลี่ยนไปทั้งหมด  ฯลฯ

            ๓.๗.๑  เรื่องกรรมเป็นเรื่องอจินไตย
                        กรรมหรือการกระทำเพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดผลตามมาได้มากมาย จนยากจะคำนวณได้หมดว่ามันจะเกิดผลกรรมอย่างไรบ้าง  อาจพอเห็นได้ชัดในเวลาปัจจุบัน หรือพอจะคาดเดาได้ในเวลาอันใกล้  แต่ในระยะเวลาอันไกลแล้วเดาไม่ได้เลย  เพราะมีเหตุปัจจัยหรือกรรมอื่นๆ เข้ามาแทรกอีกมากมาย 
            ยกตัวอย่าง เช่น เราใช้ขวานฟันต้นมะม่วง  ผลกรรมหรือผลของการกระทำที่เกิดขึ้นคืออะไร
            - ต้นมะม่วงเป็นรอยแผล ถ้าฟันต่อไปเรื่อยๆ มันก็ล้มลง ต้นมะม่วงก็ตาย
            - สัตว์ที่อาศัยต้นมะม่วงก็อยู่ไม่ได้ เช่น มดแดงก็ต้องย้ายรัง แมลงต่างๆ ก็อพยพหนี 
            - คนหรือสัตว์ที่เคยได้กินผลของมะม่วงต้นนี้ ก็ไม่ได้กินอีกแล้ว
            - ต้นมะม่วงต้นนี้ก็ผลิตออกซิเจนไม่ได้แล้ว (ผลกระทบที่เกิดจากการมีออกซิเจนน้อยก็ตามมาอีก)
            - ร่มเงาของต้นมะม่วงไม่มีอีกแล้ว ใช้เป็นที่หลบร้อนไม่ได้แล้ว 
            - ต้นมะม่วงย่อยสลายไปเป็นดิน บางส่วนคนเอาไปทำฟืน (ผลกระทบจากการเผาฟืนก็ตามมาอีก)
            - ถ้าจะใช้ที่ดินตรงนั้น ก็ต้องขุดรากมันออกด้วย และเก็บเศษกิ่ง ก้าน ใบ มันออกไป
            - ถ้าต้นมะม่วงนั้นไม่ใช่ของเรา  ก็จะเกิดปัญหากับเจ้าของเขาอีกมากมาย         
            - ฯลฯ
            ผลของกรรม หรือผลของการกระทำแต่ละอย่าง มันเกิดเรื่องราวตามมาอย่างมากมายและซับซ้อน อย่างกรณีนี้แค่ตัดต้นมะม่วงเพียงต้นเดียว ผลที่ตามมามันมีผลกระทบมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อตัวเรา คนอื่น สัตว์อื่น ต้นไม้อื่น ตลอดไปจนสภาพแวดล้อมต่างๆ  จะบอกว่ามันมีผลกระทบไปทั้งจักรวาลเลยก็ยังได้ 
            และมันไม่ใช่แค่เกิดผลกระทบในเวลานี้  ลองคิดไปว่าอีกสิบปี อีกร้อยปี ถ้ามีต้นมะม่วงและไม่มีต้นมะม่วงอยู่ในเวลานั้น  มีผลกระทบอะไรต่อสิ่งแวดล้อมในช่วงเวลานั้นไหม  ถ้าว่ากันในระดับละเอียดแล้ว ก็คือ กรรมที่ทำแต่ละอย่างมันมีผลกระทบตลอดเวลา นับตั้งแต่ได้เริ่มกระทำลงไป (อันนี้ไม่ต้องว่ากันถึงชาติก่อน) ซึ่งดูแล้วมันพัวพันกันวุ่นวายไปหมด สมกับคำที่พระพุทเจ้าตรัสไว้ว่า “เรื่องกรรมเป็นเรื่องอจินไตย”
            ดังนั้น ถ้าอธิบายกฎของกรรมในระดับละเอียดนั้น บอกได้เลยว่ามีความ “แปรปรวนมาก” จะทำนายให้ชัดเจนลงไปเลยไม่ได้  ก็ได้เพียงแต่คาดเดาแบบกว้างๆ  ที่พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า “เรื่องกรรมเป็นเรื่องอจินไตย” เพราะมันเกินวิสัยของใครจะไปคิดคำนวณได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ (เพราะมันไม่มีจบ)  
            ทีนี้อย่างที่สอนกันว่า “บริจาคทาน เกิดชาติหน้าได้จะร่ำรวย” ซึ่งจะระบุให้ชัดเจนลงไปในรายละเอียดไม่ได้เลยว่า อีกกี่ชาติจึงจะรวย หรืออาจจะรวยชาตินี้เลยก็ได้ (กรรมอื่นๆ ที่เราทำมันก็มีอีกมากมาย กรรมไหนจะให้ผลอย่างไรก็ยังไม่รู้)  หรือจะรวยได้นานแค่ไหน (กรรมอื่นที่เราทำไว้ อาจจะตัดรอนผลกรรมอันนี้ก็ได้ เช่น เกิดมารวยแต่ไม่นานก็มีไฟไหม้บ้าน มีโจรปล้น หรือเกิดมารวยแต่รูปร่างพิการ หรือเกิดมารวยแต่ปัญญาอ่อน หรือเกิดมารวยแต่ไม่สมหวังเรื่องความรัก หรือเกิดมารวยแต่ลูกผลาญหมด ฯลฯ)  แต่กระแสนิยมยุคนี้ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสร้างกรรมแบบคาดหวังผล  “ทั้งๆ ที่มันไม่มีความชัดเจนเลย”  บางทีมุ่งคิดแต่เรื่องกุศลที่ตัวเองได้ทำ จนลืมเรื่องอกุศลที่ตัวเองก็ได้ทำไว้มากมายเช่นกัน  นี่จึงทำให้ “ไม่เห็นภัยที่จะตามในการเกิด”  อุปมาก็เหมือนคนซื้อล็อตเตอรี่ (สักร้อยใบก็ได้) ตอนที่ผลรางวัลยังไม่ประกาศ ใบล็อตเตอรี่เหล่านั้นก็มีคุณค่าสูง  แต่พอรู้ว่าไม่ถูกรางวัล ใบล็อตเตอรี่เหล่านั้นก็กลายเป็นมีคุณค่าเพียงแค่กระดาษตามสภาพจริงของมัน  แม้บางคนจะพยายามคิดหาวิธีสร้างประโยชน์จากกระดาษเหล่านั้น  แต่มันก็ไม่ใช่ผลประโยชน์ที่ได้จากการถูกรางวัล

          ๓.๗.๒  ผลของกรรมให้ผลทั้งด้านภายนอกและด้านภายใน

                        หลักเกี่ยวกับผลของกรรมนั้น ต้องเข้าใจด้วยว่าผลของกรรมจะเกิดขึ้นทั้งในด้านภายนอกและด้านภายใน ส่วนจะผลที่เกิดขึ้นนั้นก็ยังสอดคล้องกับเหตุปัจจัยต่างๆ เช่นเดิม
                        ผลภายนอก ก็คือเมื่อได้กระทำการอะไรออกไปทางกาย หรือทางวาจา ก็จะเกิดผลกระทบไปเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมภายนอกตัวเรา อาจจะเป็นคน เป็นสัตว์ หรือวัตถุภายนอก  ทำให้สิ่งแวดล้อมภายนอกนั้นมีการแปรปรวน เปลี่ยนแปลง แล้วก็เลยเกิดผลกระทบกลับมาสู่ตัวผู้กระทำด้วย แต่จะช้าหรือเร็ว จะรูปแบบไหน ก็ยังมีความเป็นอจินไตยอยู่เช่นเดิม  ซึ่งผลด้านภายนอกนี้ทุกคนก็พอทราบกันดี ยกตัวอย่างเช่น เราไปลักขโมยของใคร ผลที่ตามก็คือ เราได้ของนั้นมา เจ้าของเขาก็ตามหา ถ้าเราถูกจับได้ก็อาจจะถูกลงโทษตามกติกาสังคม แต่ถ้าไม่มีใครจับได้เลย เราก็ไม่ได้รับโทษทางสังคม (แต่โทษทางอื่นๆ ก็ยังมี) 
                        ผลภายใน นั้นไม่ว่าจะเกิดการกระทำทางกาย หรือทางวาจาออกไปแล้ว “หรือแม้เพียงแค่การคิดแต่ยังไม่ได้กระทำ” มันก็เกิดผลแล้วทันที “ต่อจิตใจของผู้นั้น” ยกตัวอย่างเช่น เราคิดจะลักขโมย แต่ก็ยังไม่กล้าลงมือกระทำ ก็ไม่ถือว่ากระทำผิดกติกาสังคม  แต่ผลก็เกิดขึ้นกับเราในทันที คือยิ่งคิดบ่อยก็ยิ่งอยากจะเอามาให้ได้  เมื่อความคิดนั้นมีกำลังมากพอมันก็ผลักดันให้ลงมือกระทำการออกไป  หรือแม้แต่กระทำการออกไปแล้ว ไม่มีใครจับผิดได้ แต่ก็เกิดผลต่อจิตใจเราแล้ว และยิ่งทำให้เราติดใจ คิดว่าถ้าทำอีกก็คงไม่มีใครจับได้ ย่อมคิดจะกระทำการลักขโมยได้ง่ายขึ้น  พอมากเข้าก็กลายเป็นคนมือไว หยิบฉวยของคนอื่นจนเห็นว่าไม่ใช่เรื่องผิดอะไร  หรือบางอย่างกระทำแล้วไม่ได้ผิดศีลธรรม ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ได้เบียดเบียนผู้อื่น เช่น การฟังเพลง การไปท่องเที่ยว การสะสมงานศิลปะที่ชอบ การชอบงานสังคม ฯลฯ เหล่านี้ก็ล้วนมีผลต่อการสร้างนิสัยทั้งนั้น 
                        ผลที่เกิดขึ้นทั้งในด้านภายนอกและด้านภายในต่างก็เป็นการอบรมบ่มนิสัยให้ตัวเอง ถ้ามากเข้าก็กลายเป็นอุปนิสัยหรือความเคยชินติดตัวไป  แต่การกระทำทางกายและทางวาจามีกำลังมากกว่า จึงสามารถส่งผลต่ออุปนิสัยหรือความเคยชินได้มากกว่าการคิดแล้วไม่ได้กระทำ
                        ผลของกรรมเกิดขึ้นเสมอ ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนากระทำก็ตาม แต่ก็อย่างที่กล่าวไว้คือมันเป็นเรื่องอจินไตย ยากที่จะคาดการณ์ได้ครบถ้วน

          ไม่ควรกังวลเรื่องกรรมในอดีตจนเกินเหตุ
            คนส่วนใหญ่มักคิดกังวลไปกับเรื่องกรรมที่ตนเองได้กระทำไปแล้ว โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นอกุศลกรรม หรือคิดกังวลไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านไปแล้ว  จนไม่มีสติอยู่กับปัจจุบัน ขณะนี้ทำอะไรอยู่เราไม่ได้ใส่ใจหรือตั้งใจมากเท่าที่ควร เราทำปัจจุบันแบบ “ขอไปที” นั่นหมายถึงว่าผลที่จะตามมาในอนาคตก็เป็นแบบขอไปทีเช่นกัน  เราไม่ควรจะไปกังวลกับเรื่องกรรมมากเกินไป กรรมที่ทำในอดีตเราได้ทำไปแล้ว ผลจะเกิดอย่างไรบ้างก็ช่างมัน เราเปลี่ยนมันไม่ได้  อย่าจะไปจมปรักย้ำคิดหมกมุ่นอยู่กับเรื่องกรรมอันเก่า  เพราะว่าผลกรรม “มันมีความแปรปรวนอย่างมาก”  กรรมอันใหม่หรือการกระทำอันใหม่ก็เป็นเหตุปัจจัยอันหนึ่งที่จะทำให้ผลกรรมอันเก่านั้นเกิดความแปรปรวน
            สิ่งที่เราควรใส่ใจคือ วินาทีต่อไปนี้เราควรจะทำกรรมอะไร  ถ้าเราพยายามดำเนินชีวิตหรือปฏิบัติตนตามมรรคมีองค์ ๘ เท่านี้ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องผลกรรมเลย เพราะทั้งหมดเป็นการกระทำในฝ่ายกุศลอยู่แล้ว  และยิ่งถ้าปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ได้ผลอย่างบริบูรณ์ เรื่องผลกรรมก็จะไม่เป็นปัญหาเลย  แต่ถ้าเราไม่ได้ทำตามมรรคมีองค์ ๘ มันก็มีโอกาสกระทำการในฝ่ายอกุศล ผลกรรมมันก็ย่อมเป็นไปตามเหตุในฝ่ายนั้นๆ

            “พระอรหันต์อยู่เหนือกรรมได้อย่างไร” เพราะกรรมทุกอย่างย่อมให้ผล แม้จะเป็นพระอรหันต์ก็ต้องได้รับผลกรรมที่กระทำไป เพราะเป็นกฎธรรมชาติ เช่น ถ้าเดินไปเหยียบเศษแก้ว ก็ต้องมีเลือดไหล และเกิดความเจ็บปวดด้วย  แต่มีความแตกต่างกันตรงที่ว่า แม้พระอรหันต์ท่านมีเจ็บปวดก็จริงอยู่ แต่ว่าสภาพจิตใจของท่านไม่เดือนร้อนใจ เพราะท่านหมดความยึดมั่นในกายและใจ หรือรูปชีวิตอันนี้แล้ว  และไม่ว่ากรรมจะให้ผลอย่างไร มันก็ให้ผลได้เฉพาะที่รูปกายเท่านั้น  นี่คือกฎของกรรม  ถ้าไม่มีรูปกายแล้วก็ไม่มีอะไรจะมาเป็นตัวรองรับผลกรรม

ครั้งที่ ๔๒ บทสรุป ตอนที่ ๖ "มรรคองค์ ๘"

๓.๖  มรรคมีองค์ ๘


            มรรคมีองค์ ๘ เป็นวิถีทางที่พระพุทธเจ้าค้นพบ แล้วแนะนำให้มนุษย์พัฒนาศักยภาพตนเองใน ๘ ประการ  ซึ่งตามปกติมนุษย์ทุกคนก็มีคุณสมบัติ ๘ อย่างนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้พัฒนาให้มันมีศักยภาพสูงขึ้นไปในทิศทางที่ “ถูกต้อง” เพื่อให้ชีวิตก็มีสภาพเป็นนิพพาน หรือหมดอัตตา  อันเป็นวิธีการแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่ปรารถนาจะพ้นจาก “สภาพทุกข์ที่ตัวเราบอกว่าเป็นปัญหา”   
            คุณสมบัติ ๘ อย่าง ที่มนุษย์จะต้องพัฒนาให้เป็นไป หรือใช้ไปในทางที่ “ถูกต้อง” ได้แก่
                        ๑.) ความเห็น หรือทัศนะ
                        ๒.) ความดำริ หรือความคิด
                        ๓.) การพูดจา 
                        ๔.) การกระทำทางกาย 
                        ๕.) การเลี้ยงชีพ   
                        ๖.) ความเพียร   
                        ๗.) การมีสติ
                        ๘.) ความตั้งใจมั่น


วัตถุประสงค์ของการศึกษาปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ก็เพื่อ
๑.  เพื่อให้เห็นว่าจริงๆ แล้วชีวิตของเราประกอบด้วยรูปและนาม
๒.  เพื่อให้เข้าใจว่ารูปและนามนี้ทำหน้าที่ของมันอย่างบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ
๓.  เพื่อให้ถอนความยึดมั่น(อุปาทาน)ในรูปนามอันนี้ 
เมื่อปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ไปแล้ว แม้จะได้รับประโยชน์ต่างๆ ในหลายด้าน
แต่ถ้าหากยังไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ข้างต้น
ก็แสดงว่า "ยังปฏิบัติไม่ถูกไม่ตรง"  หรืออาจจะปฏิบัติถูกต้องแต่ "กำลังยังไม่มากพอ"



            ๓.๖.๑  สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง) 
                    ความเห็นในที่นี้ เน้นว่ากันในด้านความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง “รูปนาม” 
                    “ความเห็นที่ถูกต้อง”  คือ มีความเห็นว่า รูป และนาม (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) มีสภาพอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  พูดอีกอย่างก็คือ ตามกฎของธรรมชาติ หรือความเป็นจริง ชีวิตอันประกอบด้วยกายและใจนี้มีสภาพเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  แต่ตอนนี้เรามีความเห็นที่ผิด เราคิดว่ามันเป็นอัตตา คือเห็นว่ามันเป็นตัวตนเราแท้ๆ  ทำให้มีความยึดมั่น (อุปาทาน) ในรูปนาม หรือขันธ์ห้า หรือชีวิตอันนี้ อย่างเหนียวแน่น
            บทวิเคราะห์
                        ถ้าหากมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องรูปนามได้อย่างถูกต้องชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว ก็จะหมดความหลงผิดที่คิดว่าชีวิตนี้เป็นตัวตนแท้ๆ ของเรา  สภาพความเป็นอัตตาก็หมดไป หรือหมดความยึดมั่นในรูปนามอันนี้ หรือขันธ์ห้าอันนี้ หรือชีวิตอันนี้ 
                        ส่วนความเห็นเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ นั้น ก็จะถูกพัฒนาไปในทางที่เห็นถูกต้องตรงกับความจริงตามไปด้วย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎของกรรม  เรื่องภพชาติหรือการเวียนว่ายตายเกิด เป็นต้น
                        สัมมาทิฏฐิ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้หรือปัญญา เราสามารถพัฒนาได้ด้วยการศึกษาเรียนรู้  ซึ่งในเบื้องต้นก็ทำได้โดยการอ่าน ฟัง และขบคิด เกี่ยวกับรูปนาม หรือขันธ์ห้า  แต่เท่านั้นยังไม่เพียงพอ จำเป็นจะต้องอาศัยการปฏิบัติตามมรรคข้ออื่นๆ ด้วย เพราะจะช่วยให้เราได้เห็น ได้สังเกต ได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปนามในสภาพจริงๆ ที่มันเป็นอยู่ในธรรมชาติขณะนี้  ซึ่งเป็นการศึกษาในขั้นที่เหนือกว่าการอ่าน ฟัง หรือขบคิด  จนกว่าจะมีความรู้อย่างแจ่มแจ้ง แล้วก็หมดความเป็นอัตตาในที่สุด (ถ้าความเป็นอัตตาในรูปนามของเรายังไม่ถูกทำลาย แสดงว่ายังไม่มีความรู้อย่างแจ่มแจ้ง)

            ๓.๖.๒  สัมมาสังกัปปะ (ความดำริอันชอบ) 
                    ดำริ หมายถึง คิด   ความดำริ ก็คือ การคิดไปในทางนั้น
                    “ความดำริอันชอบ” ก็คือ การคิดไปทางอันชอบ ซึ่งมีหลัก ๓ ประการ ได้แก่  
                          ๑.) คิดที่จะออกจากกาม (คำว่า “กาม” ในทางพุทธศาสนา หมายถึง  รูป  รส  กลิ่น  เสียง  สัมผัสทางกาย  ซึ่งเราเสพกามนี้โดยอาศัยร่างกาย คือ ตา  หู  จมูก  ลิ้น  ผิวกาย)
                          ๒.) ไม่คิดพยาบาทใคร (แก้แค้น จองเวร) 
                          ๓.) ไม่คิดเบียดเบียนใคร (ทำความเดือนร้อนให้แก่ผู้อื่น แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำร้ายเรา)
            บทวิเคราะห์
                        มรรคข้อนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ความคิด”  ปกติแล้วทุกคนมีความคิด หรือมีการคิด  บางเรื่องเราก็ได้แค่คิด แต่ไม่ได้ทำ นั่นเป็นเพราะว่ากำลังความคิดมันมีไม่มากพอที่ผลักดันให้เราทำหรือแสดงออกมาภายนอก  แต่บางเรื่องที่เราคิดแล้วความคิดนั้นมีกำลังมากพอ มันก็ผลักดันให้เราได้ทำตามความคิดนั้น
                        ยกตัวอย่างเช่น เรามีความคิดว่า “การฆ่าสัตว์เป็นสิ่งที่ไม่ดี” แต่เราก็ยังงดเว้นไม่ได้ อย่างพอมียุงมากัดเรา เราก็ตบมันทุกที (แก้แค้นยุง) พอตบมันแล้วเราก็สำนึกได้หรือมีสติระลึกได้ (เกิดความคิดในเรื่องเดิม) ว่า “การฆ่าสัตว์เป็นสิ่งที่ไม่ดี”  ทีนี้เมื่อเราตบยุงทุกครั้ง เราก็เกิดความคิดในเรื่องเดิมอย่างนี้ทุกครั้ง ความคิดมันก็ค่อยๆ กำลังมากขึ้น  จนมันมีกำลังมากพอมันก็ผลักดันออกมาที่พฤติกรรม นั่นคือ เราก็เลิกตบยุง หรืองดเว้นการฆ่าสัตว์
                        การคิดไปในทางอันชอบ ทั้ง ๓ ประการ นี้ก็เป็นการกำหนดทิศทางการดำเนินชีวิตใน “ระดับความคิด”  ถ้าหากความคิดใน ๓ ด้านนี้มีกำลังมาก ก็จะผลักดันให้ปฏิบัติตามมรรคข้ออื่นๆ ได้มีประสิทธิภาพมากด้วย ความคิดมุ่งไปทางไหน การกระทำก็มุ่งไปทางนั้น   
                        สัมมาสังกัปปะ พัฒนาได้โดยการหมั่นคิดบ่อยๆ ใคร่ครวญบ่อยในชีวิตประจำวัน  และควรจะหาเวลาตั้งใจนั่งคิดทบทวนเหตุผลอย่างจริงๆ จังๆ ในเรื่อง ๓ ประการดังกล่าวนี้อย่างต่อเนื่องนานๆ (หาที่เงียบๆ และอาศัยกำลังสมาธิช่วยในขณะกำลังคิด)   สำหรับการอ่านและฟังผู้อื่นเป็นเบื้องต้นก็จำเป็น  เพราะถ้าเราไม่มีความรู้เบื้องต้นก่อน เราอาจก็คิดต่อไปไม่ได้มาก   

            ๓.๖.๓  สัมมาวาจา (การพูดจาอันชอบ)
                    คำว่า “การพูด” ในที่นี้หมายรวมไปถึง “การเขียน” ด้วยก็ได้ แม้ว่าการเขียนจะเป็นการกระทำทางกาย แต่ก็มุ่งหมายใช้สื่อสารแทนการพูด 
                        “การพูดจาอันชอบ” มีหลัก ๔ ประการ ได้แก่
                             ๑.) เจตนาเว้นจากการ พูดเท็จ (โกหก)
                             ๒.) เจตนาเว้นจากการ พูดส่อเสียด (ยุยงให้แตกแยก หรือว่าร้ายผู้อื่น)
                             ๓.) เจตนาเว้นจากการ พูดคำหยาบคาย (ด่าทอ สาปแช่ง หรือสบถคำหยาบ) 
                             ๔.) เจตนาเว้นจากการ พูดเพ้อเจ้อ (พูดมาก หรือพล่ามในเรื่องไร้สาระ ไม่รู้จักจบ) 

            ๓.๖.๔  สัมมากัมมันตะ (การกระทำทางกายอันชอบ)
                    “การกระทำทางกายอันชอบ” มีหลัก ๔ ประการ ได้แก่
                             ๑.) เจตนาเว้นจากการ ฆ่า (หมายรวมถึงการสั่งเขาฆ่า)
                             ๒.) เจตนาเว้นจากการ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ (ลักขโมย คดโกง)
                             ๓.) เจตนาเว้นจากการ ประพฤติผิดในกาม (ลวนลาม ล่วงเกินทางเพศ ในผู้ที่เขามีเจ้าของ เช่น บุตร ภรรยา สามี หรือคู่รัก ของผู้อื่น)  

            ๓.๖.๕  สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพด้วยวิธีอันชอบ)  
                        “การเลี้ยงชีพด้วยวิธีอันชอบ” หมายถึง การเลี้ยงชีพด้วยวิธีสุจริต หรืองดเว้นการเลี้ยงชีพด้วยวิธีทุจริต อันที่จริงข้อนี้ก็มีความหมายเกี่ยวข้องกับสัมมากัมมันตะ และสัมมาวาจา แต่จุดที่เน้นก็คือ แม้ว่ามีความจำเป็นจะต้องเลี้ยงชีพให้รอดพ้นจากความตาย แต่ก็ต้องงดเว้นการทำทุจริตทางกายและวาจา 
                        และควรงดเว้น “มิจฉาวณิชชา” คือการค้าขายสิ่งที่ไม่ชอบธรรม ๕ อย่าง  ได้แก่
                                    ๑.) ไม่ควรค้าขาย เครื่องประหาร (ให้เขานำไปฆ่าหรือดักสัตว์)
                                    ๒.) ไม่ควรค้าขาย มนุษย์ (ให้ไปเป็นทาส หรือโสเภณี)
                                    ๓.) ไม่ควรค้าขาย สัตว์เป็น (ให้เขาเอาไปฆ่า)
                                    ๔.) ไม่ควรค้าขาย น้ำเมา
                                    ๕.) ไม่ควรค้าขาย ยาพิษ
            บทวิเคราะห์
                        ทั้ง สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นเรื่องของการแสดงออกภายนอก หรืออาจเรียกรวมๆ กันว่า “ศีล”  ในชีวิตประจำวันเราไม่สามารถจะหลบไปอ่านหนังสือ ฟังเทศน์ กำหนดเจริญสติปัฏฐานสี่ หรือนั่งสมาธิอยู่อย่างนั้นได้ตลอดเวลา เราต้องมีโอกาสได้พบปะกับผู้อื่นหรือสิ่งอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  จึงทำให้มีปฏิสัมพันธ์กันเกิดขึ้น  มรรคทั้ง ๓ ข้อ หรือศีลนี้จึงเป็นวิธีปฏิบัติตนเมื่อเผชิญกับสถานการณ์เหล่านั้น
                        การกระทำทั้งหลายจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะถูกความคิดผลักดัน  การดำเนินชีวิตโดยมีเจตนาที่จะเบียดเบียนผู้อื่น มันแสดงให้เห็นถึงสภาพความมีอัตตา คือแสดงว่าเรามีความยึดมั่นในรูปชีวิตอันนี้ ด้วยหลงคิดว่ามันเป็นตัวตนของเรา เรา จึงรัก จึงหวงแหน เราจึงพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการเอามาเป็นของเรา และรักษาตัวเราให้รอดปลอดภัยอยู่เสมอ แม้ว่าจะต้องเบียดเบียนทำร้ายคนอื่น เราก็จะทำ 
                        การปฏิบัติตนตามมรรค ๓ ข้อ นี้ ก็ เป็นการทำลายอัตตาหรือความเห็นแก่ตัวให้ค่อยๆ ลดน้อยลง และเป็นการเอื้อเฟื้อให้เราสามารถปฏิบัติตนในมรรคข้ออื่นๆ ได้อย่างสะดวก ไม่ถูกรบกวนโดยผู้อื่น ไม่เกิดความวิตกกังวลขึ้นภายในตัวเอง และยังเป็นการพัฒนาสัมมาสติให้ว่องไวด้วย เพราะว่าก่อนที่เราจะงดเว้นการผิดศีล ต้องเกิดความคิดระลึกขึ้นได้ก่อน (สัมมาสติ)  จากนั้นเราจึงยับยั้งหรืองดเว้นการกระทำนั้น  ถ้าหากมีสัมมาสติที่ว่องไว ก็จะสามารถงดเว้นการผิดศีลได้บ่อยขึ้น จน กลายเป็นเรื่องปกติที่จะงดเว้นการกระทำทางกายและวาจาอันทุจริต  หรือมองในแง่การประเมินผลการปฏิบัติตามองค์มรรคต่างๆ ถ้ายังไม่สามารถงดเว้นตามศีลเหล่านี้ได้ก็ แสดงว่าการปฏิบัติยังไม่มีประสิทธิภาพ
            ๓.๖.๖  สัมมาวายามะ (ความเพียรในกิจอันชอบ)  
                        ความเพียร ก็คือ ขยัน  บ่อยๆ  สม่ำเสมอ  ต่อเนื่อง 
                    “ความเพียรในกิจอันชอบ” นั้นหมายถึง การปฏิบัติตนตามมรรคมีองค์ ๘ ด้วยความขยัน  บ่อยๆ  สม่ำเสมอ  และต่อเนื่อง
          บทวิเคราะห์
                        การงานใดใดก็จำเป็นต้องอาศัยความเพียรเป็นส่วนประกอบทั้งนั้น  ถ้ามีความเพียรมาก การงานนั้นก็จะถูกทำให้เสร็จได้โดยเร็ว ซึ่งตามปกติทุกคนต้องใช้ความเพียรในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว มันอยู่ที่ว่ามีการใช้ความเพียรไปเรื่องใด  สำหรับในทีนี้หมายถึงว่า ให้ใช้ความเพียรในการปฏิบัติตนตามมรรคข้ออื่นๆ เพื่อให้สำเร็จผลได้โดยเร็ว

            ๓.๖.๗  สัมมาสติ (การมีสติอันชอบ)
                        คำว่า “สติ” แปลว่า ระลึกรู้ 
                        สำหรับ “การมีสติอันชอบ” นั้นหมายถึง การมีสติ หรือการระลึกรู้ไปใน ๔ อย่าง คือมีสติไปใน กาย เวทนา จิต ธรรม จึงเรียกอีกอย่างว่า “สติปัฏฐานสี่”
          บทวิเคราะห์
                        เมื่อพัฒนาให้มีสติหรือระลึกรู้ไปในกาย (หรือเวทนา จิต ธรรม) อย่างชำนาญ จนมีสติที่ว่องไว ก็จะทำให้สามารถเห็นการปรากฏการณ์การเกิด-ดับของรูปนามได้อย่างทันท่วงที จนยอมรับอย่างถ่องแท้ว่ามันแปรปรวนตามเหตุปัจจัยต่างๆ  ไม่อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นตัวเราจริงๆ หรือเป็นของเราจริงๆ ก็จะทำลายความเห็นผิดที่เคยคิดว่ามีอัตตา 
                        เราสามารถเลือกปฏิบัติโดยการกำหนดให้มีสติไปในอย่างใดอย่างหนึ่งเลยก็ได้ อันนี้ก็ขึ้นกับศักยภาพของแต่ละคน  แต่อย่างไรก็ดี ขอแนะนำว่า สำหรับผู้เริ่มต้นใหม่นั้น ควรเริ่มกำหนดให้มีสติไปในกาย (หรือเวทนา ก็ได้) เป็นเบื้องต้นก่อน เพราะว่าทำได้ง่ายกว่า  จากนั้นเมื่อสติมีความว่องไวมากขึ้นแล้ว มันจะเป็นเหตุให้สามารถมีสติไปในจิต และธรรม ได้อย่างชัดเจน  แต่ส่วนใหญ่มักจะโลภมากเกินกำลังของตน จึงข้ามไปเริ่มต้นที่การมีสติไปในจิต และธรรม ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเห็นการเกิด-ดับของทั้งสองสิ่งนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะมันเกิด-ดับไวกว่ากายและเวทนา (อ่านเพิ่มเติมในคำสอนจากพระโอษฐ์ เรื่องวิธีการปฏิบัติแบบเป็นลำดับขั้น)

          ๓.๖.๘  สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นในทางที่ถูกต้อง)       
                        สมาธิเป็นสภาพที่ฝ่ายจิตมีความตั้งมั่นในกับอะไรบางสิ่งอย่างต่อเนื่อง หรือพูดอีกอย่างก็คืออาการเพ่ง หรือตรึก หรือจดจ่อ อยู่กับอะไรบางสิ่ง  ถ้าตั้งมั่นอย่างต่อเนื่องได้นานก็เรียกว่ามีกำลังสมาธิมาก 
                        สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากำลังแห่งสมาธิ เรียกว่า “นิวรณ์ ๕”  ถ้าหากขณะใดจิตมีสภาพอาการอย่างนี้ กำลังของสมาธิก็เสื่อมถอย  นิวรณ์ ๕ ก็ได้แก่  
                                    กามฉันทะ (พอใจในรสชาติของกาม) 
                                    พยาบาท (ขุ่นเคือง เดือดร้อน ปองร้าย)
                                    วิจิกิจฉา (ลังเล สงสัย)
                                    ถีนมิทธะ (ง่วงเหงา ซบเซา หดหู่ ท้อแท้)
                                    อุททัจจกุกกุจจะ (ฟุ้งซ่าน รำคาญ ไม่สบอารมณ์)
                    “สมาธิอันชอบ” นั้นหมายถึง มีความตั้งใจมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพของตน โดยเอากำลังสมาธิที่มีไปใช้ประกอบกับมรรคข้ออื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ทำงานร่วมกับสัมมาสติ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ
                    บทวิเคราะห์
                        มนุษย์ทั่วไปก็มีกำลังสมาธิอยู่แล้วไม่มากก็น้อย ศักยภาพแตกต่างกันไปในแต่ละคน  แต่ประเด็นสำคัญคือ เราไม่ได้ใช้กำลังสมาธิที่มีไปในการปฏิบัติตนตามมรรคมีองค์ ๘  ฉะนั้น การพัฒนากำลังสมาธิโดยทั่วๆ ไปจึง “ไม่ใช่สมาธิอันชอบ” หรือเรียกว่า "มิจฉาสมาธิ" จุดที่ต้องเน้นย้ำให้ชัดเจน คือ กำลังสมาธิจะต้องถูกใช้สนับสนุนประโยชน์ในการศึกษาเรื่องรูปนาม ไม่ใช่เพื่อการอื่น จึงจะเรียกว่าเป็นสัมมาสมาธิ  เพราะการที่จะสังเกตเห็นสภาพความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ของรูปนามได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่องนั้นต้องอาศัยกำลังสมาธิ (จะใช้มากหรือน้อยแล้วแต่ศักยภาพของแต่ละคน) เมื่อได้สังเกตและศึกษาเห็นสภาพรูปนามตามความเป็นจริงของมันแล้ว ก็จะเกิดความความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เห็นว่ารูปนามไม่ใช่ตัวตนของเรา ความยึดมั่น (อุปาทาน) ในรูปนาม หรือความเป็นอัตตาก็หายไป
            ในส่วนของการปฏิบัติตนตามมรรคข้อ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ถ้าเปรียบเหมือนวิทยายุทธ์ก็จัดว่าเป็น “กระบวนท่ายาก” ดังนั้น การที่จะปฏิบัติให้ได้รวดเร็วและถูกต้องก็จำเป็นต้องอาศัยผู้แนะนำในขั้น ละเอียด ดังนั้น การปฏิบัติตนตามมรรคมีองค์ ๘ โดยทั่วไป จึงมักอยู่ที่การพัฒนาในข้อสัมมาทิฏฐิโดยการอ่านตำรา ฟังเทศน์ สนทนาธรรม หรือข้อสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีพ  หรือข้อสัมมาสังกัปปะ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดูเหมือนจะง่ายกว่า

บทสรุปในเรื่องมรรคมีองค์ ๘ นี้ ก็คือ
           ๑.)  ในเบื้องต้นสามารถเน้นปฏิบัติที่ข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ เพราะปฏิบัติตามมรรคเพียงข้อใดข้อหนึ่ง ก็จะทำให้มรรคข้ออื่นๆ ได้ รับการพัฒนาตามไปด้วย  ซึ่งก็แล้วแต่ศักยภาพของแต่ละคน  ทั้งนี้ถ้าหากปฏิบัติได้ตรงและถูกต้องอย่างละเอียดแล้ว ก็ได้จะปรากฏผลอย่างชัดเจน
               "ผลที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือ เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องรูปนามอย่างถูกต้อง" เพราะได้เห็นรูปนามตามสภาพที่มันเป็นอยู่จริงในธรรมชาติ และเริ่มเกิดความเบื่อหน่ายว่า รูปนามนี้ไม่ได้เป็นตัวตน (อัตตา) ของเราจริงๆ และไม่ได้ของใครจริงๆ  เป็นเพียงแค่สิ่งที่ดำเนินอยู่ตามธรรมชาติ  จากนั้นเราก็จะคลายความยึดมั่นในรูปนามไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำลายความยึดมั่นในรูปนามจนหมด เกิดสภาพที่เป็นอนัตตาอย่างถาวร (นิพพาน)
            ๒.)   “ปฏิบัติตรง หรือปฏิบัติถูกต้อง” หมายถึง การปฏิบัติให้ผสมผสานกันอย่างลงตัวทั้ง ๘ ประการ และมีประสิทธิภาพในทุกข้อ   ฉะนั้น ต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติเป็นระยะๆ ว่าเกิดผลอย่างไร  ก้าวหน้าหรือไม่  โดยสังเกตจากผลที่ปรากฏกับตนเอง  หากไม่ได้ผลชัดเจนก็ต้องปรับความสมดุลของการปฏิบัติให้ถูกต้อง (ในรายละเอียดควรปรึกษาผู้รู้)
            ๓.)  ถึงแม้ว่าการปฏิบัติตามมรรคเพียงข้อใดข้อหนึ่ง ก็จะทำให้มรรคข้ออื่นๆ ได้รับการพัฒนาตามไปด้วย  แต่ถ้าหากปฏิบัติในลักษณะแบบ “ลูบคลำ” คือปฏิบัติแบบแยกเป็นข้อๆ ไปอย่างผิวเผิน โดยไม่เข้าใจหลักการอย่างถ่องแท้ ก็ไม่อาจผสมผสานมรรคทั้ง ๘ ประการ ให้ลงตัวเป็นหนึ่งเดียวกันได้  จึงทำให้ยังไม่ก่อให้เกิดผลอย่างเต็มที่ (แต่ในขั้นต้นก็จำเป็นจะต้องปฏิบัติแบบลูบคลำไปก่อน แล้วจึงค่อยๆ ประเมินผล และปรับปรุงประสิทธิภาพของการปฏิบัติต่อไป)
            ๔.) โดยทั่วไป การมีผู้แนะนำในระละเอียดการปฏิบัติจะ “ช่วยได้มาก”  ดีกว่าตั้งต้นด้วยการลองผิดลองถูก เพราะจะทำให้เสียเวลา เสียกำลังใจ  และถ้าหากกำลังศรัทธาไม่มากพอ ก็จะเกิดความท้อถอย แล้วก็อาจจะเลิกล้มไป  เปรียบเทียบก็เหมือนกับว่า โดยทั่วไปเด็กมีสมาธิ(ความตั้งใจมั่น)สั้นกว่าผู้ใหญ่ จะให้เขาสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งนานๆ คงยาก (เป็นไปตามกฎของเหตุผล)  พอจะให้เด็กอนุบาลมาฝึกแก้สมการคณิตศาสตร์เลยมันก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย (ยากก็ยาก และไม่รู้จะว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร)  แต่ถ้าเริ่มฝึกจากการบวกลบคูณหาร หรือให้ท่องจำสูตรคูณก็พอจะทำได้